ไปยังหัวข้อ

IP.Board Themes© Fisana
 

ประกาศสำคัญ !! (Important Announcement !)

เพื่อการแสดงผลที่ถูกต้องควรใช้ Firefox English:Thai, Google Chrome, IE8+ หรือ Operaในการเข้าใช้งานเว็บบอร์ดค่ะ



[PFW] โปรโมชั่น Star Dragonball บวก 1 - 9 !!! ติดตามรายละเอียดได้ที่




[แก้ไขรูปภาพ Avatar กดที่นี่จ้า|----|แก้ไข Signature กดที่นี่จ้า|----|แก้ไข Display Name กดที่นี่จ้า|----|แก้ไข About Me กดที่นี่จ้า|----|เชื่อมต่อ Facebook]


- - - - -

มีคนแต่งไว้ครับ


30 replies to this topic

#1 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 28 March 2010 - 10:24 AM

มีคนแต่งเอาไว้ครับเลยเอามาให้อ่านกัน(เผื่อมีคนยังไม่ได้อ่านครับหนุกดี)

ตอนที่1
ณ เมืองซิ่วเจิน หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้แนวเทือกเขาวิญญาณดุ
เสียงหญ้าถูกแหวกว่ายดังสวบสาบ สองขาของร่างเล็กผอมมอมแมมพยายามเร่งความเร็วสุดชีวิต การเคลื่อนไหวคล้ายดั่งสัตว์ตื่นหนีตาย ภายใต้อ้อมกอดประคับประคองไว้ด้วยเศษผักหญ้า หากแต่
ทรงคุณค่านาชนิดเด็กน้อยพร้อมยอมเสี่ยงตายเพื่อให้ได้มาแม้สักเศษเสี้ยว
กระแสลมกรรโชกพัดกราดเกรี้ยว สัมผัสสังหารแผ่ไอซ่านทะยานตามติดมาไม่ห่าง แม้เด็กชายจะเล็ดลอดหนีพ้นมาจากแนวเขาอันน่าสะพรึงนั้นมาได้ หากสิ่งซึ่งอาศัยอยู่ภายใต้สถานที่แห่งนั้นกลับ
ไม่ยอมเลิกลดละจะทวงถามเอาชีวิตน้อยๆ นั้น
“อุ๊บ! เหวอออ!!” ….
อาจเป็นด้วยความรีบร้อน หรือ ก้าวย่างที่พลั้งพลาด เด็กชายเสียหลักพลัดล้มลง ร่างไถลไปกับ
ผืนหญ้าและพื้นดิน เขาแต่รู้ว่า ต้องรีบหยัดยืนขึ้นให้ได้โดยไว แม้มัจจุราชได้เคลื่อนเข้ามาใกล้จน
เงื้อกงเล็บแห่งความตายแล้วก็ตาม
หยาดน้ำไหลรินออกจากหน่วยตา เด็กชายมองสบดวงหน้าขาวซีดของปีศาจหญิงสาวราวกับจะซึมซับไว้เป็นภาพสุดท้าย ความปรารถนาแรงกล้ามิใช่ต้องการรอดพ้นจากความตาย หากเด็กน้อย
ต้องการส่งมอบหญ้าล้ำค้านี้ไปให้ถึงมารดาที่กำลังนอนป่วยไข้
“แม่ข้าคงจักรอดพ้นความตาย..ถ้าเพียงแต่จะได้ยาที่ทำจากหญ้านี่”
เล็บแหลมคมจากมืออันซีดเซียวเงื้อง่าก่อนทิ่มแทงลงมา เด็กชายปิดเปลือกตา สะกดใจยอมรับวาระสุดท้ายของชีวิต
“เคล็ดชำระวิญญาณ ไม้เท้าปราบมาร!!”
“กรี๊ดดดดดดดดดดด”
เสียงกรีดร้องโหยหวนจางหายไปพร้อมกับร่างซึ่งสลายกลายเป็นฝุ่นเถ้า เบื้องหน้าปรากฏร่างของผู้อยู่ในอาภรณ์ครองเพศสมณะสีแดงชาด ไม้เท้าเงินวาววับวาดลวดลายพลิ้วไหว ก่อนส่งประกายรัศมีพร้อมกระแสเย็นซ่านมายังร่างน้อย
“บำบัดทุกข์-บำรุงสุข คาถาเมตตา”
โดยพลัน เด็กชายรู้สึกเป็นสุขยิ่งกว่าเวลาใด บาดแผลต่างๆ บนกายเริ่มเลือนหาย ความเจ็บปวด
และความเหนื่อยล้าถูกขับออกไปจากร่างจนหมดสิ้น เด็กน้อยลุกขึ้นคำนับคารวะผู้ช่วยชีวิตตนด้วย
ความรู้สึกปลาบปลื้มยินดี
“ข้าน้อย ซิงอี้ ขอขอบพระคุณท่านนักพรตที่ช่วยชีวิตข้า ข้าน้อยสัญญาว่า บุญคุณครั้งนี้ ข้าน้อยจะ
ตอบแทนท่านให้ได้ ขอรับ”
“ไม่เป็นไร เจ้าหนู เจ้าไม่ได้รับการสอนสั่งหรือว่า เทือกเขาวิญญาณดุ เป็นที่ที่อันตราย มันยังคง
เป็นที่สิงสถิตอยู่ของบรรดาภูตผีวิญญาณร้าย หากข้าไม่ผ่านมาพบเห็น เจ้าอาจจะตายเสียแล้วก็ได้”
แม้จะอยู่ในอาการสั่งสอนอบรม ใบหน้านั้นก็ยังแสดงออกซึ่งเมตตา รังสีสีชมพูอ่อนจางซึ่งแผ่ออกมา
จากร่างนั้นยิ่งทำให้เด็กชายรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก
“แม่ของข้าน้อยป่วยมาก หมอยาในหมู่บ้านบอกว่า หญ้าหลิงหลงในเทือกเขาวิญญาณดุ มีสรรพคุณ
วิเศษสามารถรักษาแม่ของข้าน้อยให้หายได้ ไม่มีใครกล้าอาสา ขอเพียงมีหญ้านี่ แม่ข้าก็จะหายสักที”
ซิงอี้ ชูหญ้าสีซีดเหลือง ใบขาดรุ่งริ่งในมือให้นักพรตตรงหน้าดูอย่างดีใจ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับทอด
ถอนหายใจแสดงอาการเวทนา
“เฮ้อ เจ้าหนู หญ้าหลิงหลงทำยาได้ก็จริง แต่ที่เจ้าเก็บมามันใช้ไม่ได้นะ ต้องเป็นลักษณะสมบูรณ์
เท่านั้นมันถึงจะออกสรรพคุณเป็นยาได้”
เด็กน้อยเข่าอ่อน ความหวังที่ส่องประกายมืดดับไปทันควัน หญ้าไร้ค่าหลุดร่วงผล็อยจากมือลงสู่พื้น
“แบบนี้ ข้า.. ข้า ก็ต้องไปเก็บมาใหม่ ใช่ไหม ขอรับ ท่านนักบวช”
ปรากฏสีหน้าลังเลชั่วแวบบนดวงหน้าผู้ครองศีล ก่อนนักพรตจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบใบหญ้า
เขียวสีสดเป็นมันเงาออกมายื่นส่งให้เด็กชาย
“เจ้าเอานี่ไป มันคือ หญ้าหลิงหลงแบบสมบูรณ์ ซึ่งการที่เจ้าจะตัดมันได้นั้น มีเพียงวิธีการเดียวคือ
เจ้าต้องไปหาท่านตา หลงหยาว ในเมืองเหอหยาง เพื่อขอยืมกรรไกรมังกรทอง มาใช้ในการนี้”
“ขะ ของล้ำค่าเช่นนี้ ทะ ท่าน ให้ข้าน้อย จะ จริงๆ หรอ ขอรับ”
มือผอมเล็กค่อยเอื้อมออกไปรับ ร่างน้อยสั่นสะท้านด้วยความยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น
“แม้ข้ามีพันธะกับสิ่งนี้ แต่หน้าที่ของศิษย์สำนักอารามผดุงฟ้า คือ การช่วยเหลือประชาราษฎร์
สวรรค์คงมีเมตตา เจ้าหนูจงนำทางข้าไปยังบ้านเจ้าเถิด เผื่อดูว่า อาจยังมีสิ่งใดที่ข้าพอจะช่วยเหลือเจ้าได้”
“ขอรับ ขอรับ ข้าน้อย ซิงอี้ ขอบพระคุณท่านนักพรต” เด็กชายละล่ำละลัก รับคำอย่างยินดี
แล้วรีบออกเดินนำทางบุรุษหนุ่มผู้ถือเพศพรหมจรรย์
“ท่านนักพรต ท่านมีนามว่า อย่างไร หรือ ขอรับ”
“ข้า ชื่อ ฝูอิง”
“สำนักอารามผดุงฟ้า เป็นวัดตั้งอยู่แห่งหนใด หรือ ขอรับ”
นักพรตหนุ่มอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างขบขันในวาจาสื่อใสของเด็กน้อย
ปลาน้อยในอ่างบัวยังไม่เติบใหญ่เป็นมังกรทะยานสู่ฟ้าสวรรค์ เฉกใดก็เฉกนั้น เขารู้สึกว่า
ฟ้ากำลังนำทางเขาไปพบเจอกับสิ่งใดสักอย่างในวันนี้
“ข้าน้อยว่า น้องสาวข้าน้อยจะต้องชอบท่านมากเป็นแน่แท้ นางเป็นเด็กน้อยที่ชื่นชอบสีแดงมาก
เสียยิ่งกว่าอะไร ถ้านางเห็นท่าน น่ากลัวจะเกาะติดมิยอมห่าง ข้าจะล่วงหน้าไปจับนางขังไว้ก่อน
เพื่อมิให้รบกวนท่าน”
“เช่นนั้นเชียวหรือ น้องเจ้าล่วงเข้ากี่ขวบปีได้”
“ห้าขวบปี ขอรับ นางเกิดในวันที่ฟ้ามีสีแดงฉาน ผู้เฒ่าบอกว่า นางเกิดในวันสงครามผนึกปีศาจ
เซียนสวรรค์ ที่คุนหลุน”
“สวรรค์ ..!! หรือนี่เป็นเบาะแสแห่งภารกิจลับที่ถูกถ่ายทอดไปสู่ศิษย์สำนักอารามผดุงฟ้าทุกผู้
เป็นจริงหรือไม่ก็ขอให้ข้าฝูอิง ได้พิสูจน์ให้แจ้งชัดด้วยเถิด”
“ถึงบ้านของข้าน้อยแล้ว ขอรับ”
..............................................................
โปรดติดตามตอนต่อไป :CuteRabbit00008:

โพสต์นี้ถูกแก้ไขโดย กระบี่ไร้รัก เจิ้งหลง: 28 March 2010 - 04:58 PM

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#2 ฃินยุนบก

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 204 โพส:

โพสต์ 28 March 2010 - 04:30 PM

:CuteRabbit00006: :CuteRabbit00006: :CuteRabbit00006:

#3 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 28 March 2010 - 04:57 PM

ต่อเลยนะครับ

ตอนที่ 2
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว ท่านนักพรตผู้นี้ช่วยชีวิตและได้ให้หญ้าวิเศษนี้แก่ข้า
ท่านแม่จะต้องหายป่วยอย่างแน่นอน”
เจ้าหนูซิงอี้ ป่าวร้องอย่างดีใจ ถลาเข้าไปหาเคียงข้างผู้เป็นมารดา นางพยายามสวมกอด
รับขวัญผู้เป็นบุตรชายแม้อยู่ในสภาพอ่อนโรยไร้เรี่ยวแรง ความรักของมารดาเป็นพลังผลักดันให้นาง
เคลื่อนไหว แม้ดูคล้ายคนเจ็บใกล้เจียนตายแล้วก็ตาม
ไม่ช้า บรรดาชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ นั้นก็พากันมาชุมนุมที่บ้านของคนป่วย ไม่บ่อยครั้งนัก
ที่จะมีนักพรตแวะเวียนผ่านมา ฝูอิงมองเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สู้ดีนักของชาวบ้านก็อดทอดถอนอยู่ในใจมิได้
มารดาของซิงอี้มีอาการดีขึ้นทันตาเมื่อได้รับยาที่ต้มกลั่นจากหญ้าวิเศษ เงามัจจุราชบน
ใบหน้าลบเลือนหายไป อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมามีชีวิตชีวาใหม่ ขณะที่คนทุกผู้กำลังชื่นชมดีใจ
นักพรตหนุ่มพลันนึกถึงเคล็ดวิชาการรักษาที่ต่อยอดขึ้นไปจากคาถาเมตตา
เมื่อขยับไม้เท้าคู่กาย ก็ให้รู้สึกมีใครยุดชายเสื้อไว้ พอเหลียวไปมองก็พบเห็นเด็กหญิงกำลัง
ใช้มือน้อยกอบกำอาภรณ์ตนไว้อย่างแม่นมั่น ดวงตากลมโตคู่นั้นสุกใส แวววาวเป็นประกาย
“น้องสาวข้าน้อยเองขอรับ ท่านถูกนางจับไว้เสียแล้ว” ซิงอี้ร้องบอกให้ได้รู้
เด็กเพียงคนเดียวไม่อาจทำลายสมาธิแน่วแน่ในการร่ายเคล็ดคาถา นักพรตหนุ่มวาดไม้เท้า
เขียนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์บนนภา ต่อไปนี้ คือ การใช้เวทย์มนต์คาถาสำหรับฟื้นฟูพลังชีวิตสำหรับคนคนเดียว “บำบัดทุกข์-บำรุงสุข ความปรารถนา”
รอยยิ้มปีตีปรากฏบนใบหน้าของมารดาผู้ได้รับการรักษาจากโรคร้าย นักพรตฝูอิงรู้สึกยินดี
ที่คาถาของตนสำเร็จสมดังใจ ทว่าผลลัพธ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เผยให้เห็นชั่วแว่บหนึ่ง
ขณะมนต์กำลังสยายผลกำจาย
“นั่นมัน 'พรรื่นเริง' พลังแฝงที่ข้าไม่อาจบรรลุในคาถา ความปรารถนา รึว่า..!?”
ฝูอิงค้อมศีรษะต่ำลง มองพินิจร่างน้อยซึ่งมองไปยังมารดาของตนด้วยแววตาและรอยยิ้ม
แสดงให้เห็นถึงความผาสุกใจ มือน้อยยังคงเกาะกุมชายผ้า ส่งผ่านสัมผัสกระแสพลังบริสุทธิ์มาที่เขา
-- หรือเด็กคนนี้ จะเป็น อิ๋นชางเยว่ (ผนึกจุติ) ที่พวกเราตามหา.. --
“อาจารย์ สวรรค์เมตตาศิษย์ ให้ได้มีโอกาสพบเจอสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์เข้าเสียแล้ว”...

..................................................................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#4 ~B๐SS Zaro

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 123 โพส:

โพสต์ 28 March 2010 - 06:45 PM

:CuteRabbit00016:

คัยแต่งไว้เล่านั้น
ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก

ข้าน้อยอ่านเพลินเลยทีเดี่ยว
:CuteRabbit00005:

เอาไป10กาโหลก
โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ

Name:VonGoLa
Job:เจ้าวิญญาณ ธนู ซีด *0*
Lv.xxx
แฟม:...
Guild:┈━ป่วน═☆
จงอยุ่เพื่อปกป้อง อย่าอยุ่เพื่อทำลาย

facebook.com/BossZuz

#5 +MrCatZaa+

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 167 โพส:

โพสต์ 28 March 2010 - 07:21 PM

เราก็แต่งไว้...แต่เลิกละ เดี๋ยวแต่งใหม่

โพสรูปภาพ

โพสต์นี้ถูกแก้ไขโดย +MrCatZaa+: 28 March 2010 - 07:27 PM

โพสรูปภาพ

I Need New Patch,I Need New Patch,I Need New Patchhhhhhhhh

#6 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 28 March 2010 - 08:05 PM

ต่อๆครับ (ต้องขออภัยด้วยนะครับคือชื่อคนที่แต่งเว้ในบอดร์เก่าผมได้ลืมไปแล้ว) :CuteRabbit00019: :CuteRabbit00019:

ตอนที่ 3
เหอหยาง เมืองศูนย์กลางของเหล่าจอมยุทธและวาณิชย์สัญจร
“นี่ท่านนักพรต สนใจผลไม้เชื่อมสักหน่อยไหมเล่า ลูกกวาดก็มีนะท่าน”
เสี่ยวหวน แม่ค้าสาวน้อยส่งเสียงใสเรียกร้องความสนใจจากผู้ผ่านไปมา
การค้าขาย ณ เมืองอิสระแห่งนี้เป็นไปอย่างครึกครื้นและมีแง่มุมลึกลับอยู่เสมอ
สำหรับชาวบ้านทั่วไป พ่อค้าแม่ขายก็พร้อมจะนำเสนอสินค้าจิปาถะต่างๆ นานา
แต่หากเป็นนักท่องยุทธภพที่มีสังกัดวิชา ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าลับเป็นด้านคู่ขนาน
“นี่แน่ะ หรือว่า ท่านจะมีฝุ่นลึกลับ หรือ หม้อสะสมทรัพย์มา ข้ายินดีแลก
สื่อนำวิเศษทุกชนิดกับท่าน อ๊ะ ถ้าท่านยังไม่ต้องการอะไรจากข้า ก็หลีกทางให้คู่นั้น
สักครู่นึงหนา ดูเหมือนจะมารับของชำร่วยจากข้า กับทำนายโชคชะตาให้”
ฝูอิง เอี้ยวตัวหลีกทางให้กับคู่หนุ่มสาวที่พากันตรงมาหาเสี่ยวหวน ไม่ไกลจาก
จุดที่นักพรตหนุ่มยืนอยู่แลดูมองเห็นเซียนเสื้อทองกำลังให้คำแนะนำกับกลุ่มหนุ่มสาวที่มี
ความต้องการจะก้าวเข้าสู่ยุทธภพ ก่อนหน้านี้ เขาเองก็เคยยืนอยู่ตรงนั้น เคยลังเลใจว่า
ควรเข้าร่วมกับสำนักไหนดี
มุกวัฏจักร เครื่องเวทย์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำศิษย์สำนักอารามผดุงฟ้า
ลอยวนเวียนเอื่อยๆ รอบตัวอย่างไม่มีวันหน่าย เสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจของเด็กหญิงซึ่งพยาม
กระโดดไล่จับเล่นเป็นที่สนุกสนาน ช่วยปลุกนักพรตหนุ่มให้พ้นจากภวังค์เหม่อลอย เขาย่อตัวลงต่ำ
เพื่อเจรจากับสาวน้อย
“ยิน้อย ฟังข้านะ เมื่อเราไปถึงผดุงฟ้า เจ้าจะต้องทำตัวนิ่งๆ ให้อาจารย์ของข้าตรวจปานที่
หลังของเจ้า เจ้าเข้าใจที่ข้าบอกเจ้าไหม”
เด็กหญิงพยักหน้าเหมือนดังว่าเข้าใจ ก่อนยิ้มหวานหยดจนตาหยี เลือดฝาดที่แก้มเปล่งปลั่ง
ราวลูกตำลึงสุกทำให้เด็กน้อยแลดูน่ารัก น่าเอ็นดูยิ่งนัก ในสายตาของผู้สัญจรผ่านไปมา
ครอบครัวของเด็กน้อยตอบรับคำขอที่จะนำตัวเด็กไปยังอารามผดุงฟ้า ราวกับรับรู้
ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า สักวันจะต้องปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านมิอาจทำนายได้ว่า
ชีวิตของยิน้อยจะเป็นไปอย่างไร เด็กที่ถือกำเนิดมาภายใต้วันอันแปรปรวนที่สุดของฟ้าสวรรค์
ย่อมไม่อาจมีวิถีชีวิตที่ธรรมดาได้
“เฮ้~ ฝูอิง ลูกเจ้าโตเร็วจังหนา” บังเกิดเสียงใคร่ร้องทักทายหากแต่มองหาเห็นตัวไม่ พลันเมื่อแหงนหน้ามองไปยังทิศเบื้องบนก็เห็นร่างหนึ่งเหินลอยลิ่วลงมาจากยอดเจดีย์สูง ประกายวาววับของจักรผันต้องแสงอาทิตย์
สะท้อนส่องให้นัยน์ตาพร่างพร่า ร่างนั้นทะยานลงสู่พื้นอย่างแคล่วคล่องว่องไว ประหนึ่ง โลกานี้
มิมีสิ่งใดอาจหาญมาทำให้ประหวั่นกลัวมู่ฉีเสียน ศิษย์น้องผู้เริงร่าแห่งสำนักสราญรมย์ หมุนควงจักรคู่กายด้วยความเร็วรี่ ก่อนเก็บมันไว้มั่นเหมาะกลางแผ่นหลังของตน เขาทำท่าล่อหลอกให้เด็กเข้าหา ทว่า
ยิน้อยถอยไปเกาะยึดชายเสื้อฝูอิงไว้แน่นเหมือนดังว่ากลัว “ข้าเห็นพระกับเด็ก เห็นทีจะมีเรื่องชวนสำราญ หรือไม่เล่า สหาย”
“ออ.. ข้าตั้งใจจะเดินทางพร้อมดรุณีน้อยนี่กลับผดุงฟ้า แล้วเจ้าล่ะ สหายข้า จักไปยังแห่งหนใดรึ”
ชายหนุ่มผู้เลือกหนทางสู่วิถีศึกษาศาสตร์สรรพยุทธแห่งข้าทาสกระดิ่งทอง ยกมือขึ้นกอดแนบอก
คิ้วเชิดขึ้นนิดดังวางท่าจะแถลงเรื่องสลักสำคัญ
“จุ๊ๆ หากข้าบอกเจ้า จงจำจดแล้วอย่าขานต่อ อาจารย์ข้าวานข้า มาสืบข้อเท็จจริงข่าวลือหนึ่ง
ที่เหอหยางนี้ มารสยบฟ้าครอบครองเคล็ดร่ายและชิ้นส่วนวังจันทรา ว่ากันว่า สามารถเรียกวิญญาณ
ผู้ตายฟื้นคืนชีพได้”
“วิชามาร แพร่สะพัดไปทั่วแล้วจริงๆ”
“ก็เพราะเป็นด้วยเรื่องนี้ ข้าเห็นว่า ทางสำนักเจ้าวิญญาณ และ เมฆเขียวก็มิอาจนิ่งเฉยได้อยู่
และหากข่าวลือนี้เป็นจริง ยุทธภพคงมีเรื่องสนุกสนานในเร็ววัน บุรุษในตำนานอย่างจางเสี่ยวฟาน
ต้องออกมาปรากฏตัวอย่างแน่นอน”
สมกับเป็นมู่ฉีเสียน ผู้ไม่เคยหวั่นเกรง กล่าวเรื่องสำคัญที่สามารถเขย่าฟ้าดินได้อย่างหน้าตาเฉย
บุรุษในชุดชั้นฝึกหัดสีม่วงตามแบบสำนักสราญรมย์ ก้าวอาดๆ ไปซื้อมะยมเชื่อมไม้หนึ่งจากแม่ค้า
เสี่ยวหวน ก่อนนำมามอบให้แก่ยิน้อย ฉีกยิ้มกว้างอย่างนึกเอ็นดูยิ่ง
“นี่ให้เจ้า หากเติบใหญ่ขึ้นสวยสะคราญ มู่ฉีเสียนคนนี้จะไปสู่ขอเจ้ามาไว้เคียงกาย”
ยิน้อยเอื้อมมือรับขนมหวาน ในขณะที่นักพรตฝูอิงบ่นกล่าวให้กับประโยคมากรัก
“สหายผู้สำราญ อย่างไรก็จงระมัดระวังตนไว้ให้ดี อันวาจาดังกล่าวที่เคยลวงล่อ เยี่ยหลัน
ศิษย์น้องร่วมสำนักข้ามาแล้วนั้น กาลนี้ นางรุดหน้าสำเร็จวิชาผดุงฟ้าขั้นสาม
สมควรแก่การตอบแทนท่านเป็นแม่นมั่น”
“ไอ๊หยา~ เห็นทีว่า ข้ามีธุระต้องรีบไปจัดการ ลาท่านตรงนี้ละ”
เห็นจะเป็นเพียงประโยคเดียวที่สามารถสร้างความน่าสะพรึงได้ มู่ฉีเสียนคำนับอำลา
พร้อมออกท่าร่างว่องไวไปมาดุจสายลม เพียงพริบตา ศิษย์สำนักสราญรมย์ก็หายไป
จากบริเวณนั้นอย่างไร้ร่องรอย
.............................................................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสต์นี้ถูกแก้ไขโดย กระบี่ไร้รัก เจิ้งหลง: 28 March 2010 - 08:06 PM

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#7 NocturneTon ♥

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 440 โพส:

โพสต์ 29 March 2010 - 01:22 PM

:CuteRabbit00010:

โพสรูปภาพ

When you love someone, say it. Say it loud. Say it right away, or the moment...just passes you by


Twitter....Facebook......MSN


#8 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 29 March 2010 - 02:51 PM

ต่อเลยๆ
ตอนที่4
“หมู หมูน้อยๆ”
ยิน้อยกระตุกชายเสื้อ ชี้ชวนให้ดูหมูป่ากลางเขาตัวหนึ่งซึ่งวิ่งตามจอมยุทธหญิง
ผู้หนึ่งไปอย่างภักดี
“มันเป็นสัตว์เลี้ยง วันหนึ่งเจ้าจะมีสิทธิได้รับสัตว์อัญเชิญมาเป็นสหายคู่กายเจ้า
มันจะต่อสู้เคียงคู่ไปกับเจ้า เหมือนกับเครื่องเวทย์ประจำตัวของข้านี้”
“..ของข้า” เริ่มมีความปรารถนาก่อร่างขึ้นในใจของดรุณีตัวน้อย
“เอาล่ะ จับมือข้าไว้แน่นๆ เราจะเดินทางโดยผ่านการนำของเซียนลัดฟ้า”
ศาลาเล็กโปร่งสี่มุมตั้งอยู่กลางเมืองเหอหยาง ปรากฏร่างหญิงสาวหมดจดงดงาม
ในอาภรณ์สีฟ้ายืนเด่นเป็นสง่า หน้าที่ของนางคือ จัดส่งผู้คนไปตามเมืองต่างๆ
ที่มีศิษย์พี่น้องเซียนคอยทำหน้าที่รับ-ส่ง เช่นเดียวกันนี้
“ข้าต้องการเดินทางไปยังอารามผดุงฟ้า”
ฝูอิงแจ้งความประสงค์อย่างช้าๆ การสนทนากับบุคคลที่บำเพ็ญตนจนสามารถ
ก้าวข้ามขั้นมนุษย์ไปเป็นเซียนแล้ว ก็สร้างอาการประหม่าให้เกิดแก่ตนได้ไม่น้อย
“ได้ดังหวัง ขอจงสำรวม”
สิ้นเสียงตอบรับเบาๆ ทัศนียภาพรอบด้านก็พร่าเลือน ก่อนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง
ในสถานที่ที่ฝูอิงคุ้นเคยยิ่งกว่าที่แห่งใด
อารามหลังใหญ่โดดเด่นตั้งตะหง่าน บันไดกว้างทอดยาว กระเบื้องปูเป็นลานขาว
สะอาดกระจ่างแก่สายตา กระถางธูปที่ไม่เคยมอดดับตั้งจุดเป็นพุทธบูชา บรรดา
ศิษย์น้อยใหญ่แห่งสำนักอารามผดุงฟ้าเยื้องย่างอย่างสงบ สำรวม ไร้ซึ่งความวุ่นวาย
เป็นบรรยากาศซึ่งก่อให้เกิดความสงบเยือกเย็นภายในอย่างแท้จริง
ในขณะอยู่ระหว่างรอพบหลวงจีน ผู่หง ปรมาจารย์สูงสุดแห่งอารามผดุงฟ้า
ฝูอิงเห็นบรรดาศิษย์พี่ร่วมสำนักซึ่งกลับจากปฏิบัติภารกิจในที่ต่างๆ กำลังบ่ายหน้าพากันตรงดิ่งมา
หนึ่งในนั้น เขามองเห็นร่างของศิษย์พี่หญิง ‘ฟู่เฟ้ยเซวียน’ อิสตรีผู้มีจริยวัตรอ่อนช้อยงดงาม
เป็นที่รักของศิษย์พี่น้องร่วมสำนัก ถูกประคับประคองหามเข้ามาเพื่อพบท่านปรมาจารย์สูงสุดเป็นการด่วน
“พวกท่าน เกิดเหตุอันใดขึ้นกับศิษย์พี่ฟู่ เหตุใดศิษย์พี่ถึงได้มีอาการย่ำแย่เช่นนี้”
ฝูอิงเอ่ยถามเหล่าศิษย์ร่วมสำนักอย่างร้อนรนใจ ศิษย์พี่หญิงฟู่เริ่มกระอักโลหิตออกมาอีกคำรบ
ความวุ่นวายเบื้องหน้าทำให้เด็กหญิงเร้นกายถอยห่างออกมา โดยที่นักพรตหนุ่มไม่ทันได้สังเกต
เพราะมัวห่วงอยู่กับอาการบาดเจ็บของฟู่เฟ้ยเซวียน
“นางพลาดท่าเจ้าสัตว์ร้ายที่หุบเขาวาโยส่อง ทั้งที่ยามปกติ แม้คมเขี้ยวเดียวของอสุร
แดนคุนหลุนนั้น มิเคยทำภยันตรายนางได้แม้สักรอยขีดข่วน”
ศิษย์พี่ชายท่านหนึ่งเอ่ยตอบคำถาม ฝูอิงได้ยลเคล็ดวิชาการรักษาขั้นสูงอีกครั้ง
เมื่อศิษย์พี่อีกสองคนได้ใช้เคล็ดวิชา ‘คัมภีร์ยิ่งใหญ่’ และ ‘สัจธรรมแผ่นดินไร้กิเลส’
เข้าช่วยในการบรรเทาอาการบาดเจ็บของฟู่เฟ้ยเซวียนให้ทุเลาลง
“ขะ ข้า ต้อง รายงาน เรื่องนี้ สะ สวรรค์ คุ้มครอง ข้า ไม่ตาย ท่าน อะ อาจารย์..”
สิ้นเสียงร่ำร้องจากฟู่เฟ้ยเซวียน ประตูทองคำแห่งอาศรมปรมาจารย์ก็เปิดออกกว้าง
ร่างอันเปี่ยมล้นด้วยรัศมีแห่งเมตตาธรรมก้าวผ่านธรณีประตู กวาดสายตารับรู้ความเป็นไปเบื้องหน้า
“ลูกเฟ้ย ใครทำร้ายเจ้า”
“เรียน ท่านอาจารย์ มาร สะ สยบฟ้า ชะ ชั่วร้ายนัก สร้างกล ลวงล่อข้า หมาย
สะ สังหาร โดยใช้จ้าวอสูร ที่วาโยส่อง อำพราง ร่อง รอย”
“พวกเจ้าสิบสองคนที่คุนหลุน กลับมาที่นี่เสียสี่คน อีกแปดคนยังเฝ้าระวังค่ายกลผนึก
ที่สระสวรรค์ดีอยู่หรือไม่”
ดวงเนตรอันลึกสุดหยั่งของบรรชิตสูงส่ง ฉายแวววิตกกังวลขณะไต่ถาม
“เรียนท่านอาจารย์ ค่ายกลเหลือเพียงหก จิงหลงขู่ กับ เนี่ยมฉื้อ เพื่อเข้าช่วย เฟ้ยเซวียน
พวกเขาได้สละชีพอย่างกล้าหาญยิ่งนัก เราได้รับการช่วยเหลือจากศิษย์เมฆเขียวที่
ประจำการอยู่ที่คุนหลุน ให้เข้าแทนที่ตำแหน่งค่ายกลแทนพวกเราหกคนเป็นการชั่วคราว”
ศิษย์พี่ชายท่านหนึ่งรีบกล่าวรายงาน เมื่อได้รับแจ้งแถลงไขเช่นนั้นแล้ว
ปรมาจารย์สูงสุดก็มีท่าทีผ่อนคลายลง
“สวรรค์เมตตาข้านัก มิให้ข้าต้องสูญเสียศิษย์รักไปถึงสามคน พวกเจ้าคนหนึ่งจงไปตาม
ท่านหวู่เย่ที่หอคอยพันปี แล้วรีบรุดไปสมทบกับข้าที่กำแพงหยกไร้อักษร
ข้าจะไปรักษาลูกเฟ้ยที่นั่น พวกเจ้าที่เหลือประคองนางล่วงหน้าไปก่อน หลังจากนี้แล้ว
ข้าจะไปพบเจ้ามารเพื่อทวงถามความยุติธรรมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น”
“ขอบคุณ ท่านอาจารย์”
เมื่อกำลังคนเคลื่อนพ้นผ่านไป จึงเหลือเพียงฝูอิงซึ่งยังคงต้องรีรออยู่ด้วยธุระสำคัญยิ่ง
................................................................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#9 ZingYi

    Newbie

  • Members
  • Pip
  • 6 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 03:28 AM

โอ.. ความรู้สึก สมัยลงเรื่องไว้ในบอร์ดเก่า พัดหวนผ่านเข้ามาในใจเต็มๆ
ขอบคุณจริงๆค่ะ ไม่คิดเลยว่า ยังมีคนที่ยังจดจำและนำมาปัดฝุ่นให้อีกครั้ง

"ข้าน้อย ซิงยิ ขอคารวะ ท่านจอมกระบี่ เจิ้งหลง เจ้าค่ะ"

Posted Image


"ขอบคุณ กระบี่ไร้รัก เจิ้งหลง สหายผู้ทำให้เรื่องราวเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกคราหนึ่ง"

#10 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:05 PM

โอ้!!! ท่านซิงข้าพเจ้ายังคงติดตามผลงานของท่านตั้งแต่บอร์ดเก่าตลอดเลยแต่ว่าท่านแต่งไปยังมิทันได้จบเลยท่านกลับเงียบหายไป....
...หวังว่าข้าพเจ้านำมาปัดฝุ่นใหม่ในบอร์ดนี้ท่านจะมาสานต่อเรื่องราวให้บริบูรณ์...

"ข้าพเจ้า กระบี่ไร้รัก ยังรอท่านจอมยุทธ์หญิง ซิงยิ มาสานต่อเรื่องราวให้ตัวละครในเรื่องนี้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตชีวาอีกครั้งเช่นกัน"

:CuteRabbit00018: :CuteRabbit00018: :CuteRabbit00018:

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#11 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:15 PM

“ฝูอิงคารวะท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องน้อมรายงานเกี่ยวเนื่องด้วยภารกิจลับนั้น”
ฐานะของนักพรตหนุ่มในอารามผดุงฟ้าจัดเป็นลำดับชั้นศิษย์ธรรมดาทั่วไป
มองเพียงปราดเดียว ผู้นำแห่งอารามก็มองเห็นศิษย์ผู้นี้มีคุณสมบัติพอเพียง
แก่การเลื่อนลำดับขั้น หากแต่คงเป็นความสมัครใจของเจ้าตัวที่ยังคงพึงใจ
เก็บเกี่ยวประสบการณ์เรื่อยไปในโลกกว้าง
“เจ้าค้นพบสิ่งใดหรือ ฝูอิง”
“ข้าพา.. อ่าว ขอประทานอภัยท่านอาจารย์ เอ่อ ดรุณีน้อยที่มากับข้า
ไม่ทราบว่า นางหลงหายไปไหนแล้ว”
คำถามนั้นทำให้นักพรตหนุ่มต้องตกประหม่า หมุนมองหาร่างน้อยผู้จะมาเป็น
คำตอบต่อคำถามนี้อย่างจ้าละหวั่น ใจหนึ่งนั้นก็หวาดเกรงบรรพชิตผู้สูงศักดิ์
จะขุ่นเคืองที่รั้งท่านไว้โดยมิมีเหตุอันสมควร
“เจ้าหมายถึงสีกาน้อยนี้หรือไม่”
ชายจีวรสมณะศักดิ์สะบัดไหว หลวงจีน ผู่หง ดูคล้ายจำนนต่อการคุกคามของยิน้อย
ซึ่งบัดนี้ หาที่เกาะยึดใหม่ตามประสาสัญชาติญาณเด็กตื่นตกใจกลัว
ฝูอิงเห็นดังนั้น ก็รีบดึงตัวยิน้อยให้ออกห่างทันที
“ท่านอาจารย์โปรดเมตตา ดรุณีน้อยยังเยาว์วัยนัก จะผิรู้สิ่งใดควรก็หาไม่”
หลวงจีน ผู่คง ทอดสายตาลงมองต่ำ จ้องมองสำรวจเด็กหญิงด้วยแววตาอนาทร
น่าแปลกยามเมื่อมองสบแววตาใสซื่อนั้น ก็ให้รู้สึกเคยคุ้นอย่างบอกมิอาจบรรยาย
คลับคล้ายแววตาของสักผู้ที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำ
“ยิน้อย คารวะท่านอาจารย์เร็วเข้า” ฝูอิงกำชับเด็กหญิงให้แสดงความเคารพ
“สีกาน้อยนี้หรือ คือ เบาะแสที่เกี่ยวเนื่องกับภารกิจนั้น”
“เรียนท่านอาจารย์ เด็กหญิงนี้มีความพิเศษหลายประการ นางถือกำเนิดใน
วันสงครามผนึกปีศาจเซียนสวรรค์ มีพลังวัตรพิสุทธิ์แฝงร่าง อีกทั้ง บนหลังยังปรากฏ
ลวดลายปานเป็นสัญลักษณ์ที่ข้ามิอาจเข้าใจ”
“เร่งให้ข้าพินิจดู สีกาน้อยนี้อาจบ่งบอกนัยยะสำคัญ”
เมื่อได้ยลปานลวดลายประหลาด ราวกับเป็นตราประทับฝังลงบนแผ่นหลังของเด็กน้อย
หลวงจีน ผู่หง ก็เข้าสู่ภวังค์ครุ่นคิดอีกคราว ห้าปีก่อน สงครามรบพุ่งระหว่างเซียนทั้งสองฝ่าย
รุนแรงเลวร้ายถึงขนาดโลกมนุษย์ได้รับผลกระทบเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
เหล่าเซียนอธรรมแดนอสูรต้องการพลิกคานอำนาจใหม่ ผนึกกำลังกับโลกปีศาจหวังยก
กองทัพขึ้นยึดครองสวรรค์ เป็นเหตุให้มนุษย์และเหล่าเซียนธรรมมะแห่งแดนคุนหลุนได้รับ
โองการสวรรค์ เข้าร่วมสงครามเพื่อยับยั้งหายนะในคราวนี้ บังเกิดการฆ่าฟัน โลหิตไหลนอง
ผืนแผ่นดินถึงแปดวัน จนสุดท้าย ฝ่ายมารก็ถูกกำราบ จ้าวอสูรมังกรฟ้าซึ่งพันร่างหมาย
บดทำลายเสาหลักซึ่งค้ำสวรรค์เอาไว้ ก็ได้ถูกผนึกพันธนาการร่างไว้กลายเป็นมังกรน้ำแข็ง
ที่สระสวรรค์ โดยวิชาของสามเซียนผู้อาวุโสแห่งคุนหลุน
วิชาอัศจรรย์พันลึกนั้นช่างสุดหยั่ง ต้องอาศัยความเต็มใจถวายจิตวิญญาณและร่างกายของ
ผู้บรรลุวิถีจนกลายเป็นเซียน เพื่อจุติใหม่เป็นผนึกมีชีวิตสะกดชีพจรมังกรไว้มิให้ฟื้นคืนร่าง
เหล่าเซียนผู้ยอมอุทิศตนเพื่อการนั้นมีด้วยกันแปดผู้ ทว่าเมื่อสงครามยุติลงกลับพบว่า
ผนึกจุตินั้นขาดหายไปถึงสองตำแหน่ง
เมื่อวิชาสะกดเกิดจุดบกพร่อง จึ่งมีสิทธิ์ที่จ้าวอสูรจะคืนชีพได้ทุกเวลา ภาระค้นหาผนึกจุติที่
สาบสูญไปนั้น ฝ่ายเซียนธรรมมะได้แยกย้ายกันออกค้นหา และมอบหมายให้ทางสำนักอาราม
ผดุงฟ้าช่วยเหลืออีกแรง
“นี่นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี ประเสริฐนัก ฝูอิง อาจารย์ต้องขอบใจเจ้าที่แข็งขันในภาระหน้าที่
งานดีของเจ้านำมาซึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้หลายหมื่นพันชีวิตพ้นพิบัติภัย”
น้ำเสียงเนิบนาบกล่าวชมเชยด้วยความพึงพอใจ นักพรตหนุ่มรีบคำนับคารวะแสดง
ความถ่อมตนต่อคำชื่นชมนั้น
“แม้กาลนี้ เราจะยังมิอาจพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า สีกาน้อยนี้ คือ อิ๋นชางเยว่ (ผนึกจุติ) จริงแท้หรือไม่
ข้าเห็นควรบำรุงเลี้ยงนางไว้ภายใต้การดูแลของอาราม เพื่อวัยเยาว์ของนางจะได้ซึมซับวิถีธรรมมะ
บรรดาผู้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ควรได้รับการปลูกฝังที่ดีแต่แรกเริ่ม”
“ท่านอาจารย์โปรดแนะนำ”
“ฝูอิง นับแต่บัดนี้ เจ้าจงรับนางเข้าเป็นศิษย์ของเจ้า จงคอยอบรมสั่งสอนให้นางเชื่อฟังโอวาท
กฎและบทบัญญัติของอาราม นางจะมีเจ้าคอยดูแลมิให้ห่างสายตา ข้าจะกำชับไปทางฝ่ายสำนักชี
ที่เขาชีหมีด้วย เพื่อช่วยเจ้าดูแลอีกทาง”
“ฝูอิง น้อมรับคำสั่ง”
“ข้าต้องไปรักษาลูกเฟ้ยก่อน”
สิ้นคำมอบหมาย หลวงจีน ผู่หง สะบัดแส้ในแขนเสื้อ พลันร่างของบรรพชิตสูงศักดิ์ก็เหินลอยขึ้น
สู่นภา ทะยานเหยียบอากาศเดินทางจากไปด้วย ‘เคล็ดขี่เมฆา เหินวายุ – วิชาล่องอากาศ’
ทิ้งให้นักพรตหนุ่มผู้เริ่มแบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ อยู่กับเด็กน้อยช่างจำนรรจา
“ยิน้อย ต่อไปนี้ เจ้าจงเคารพเรียกข้าเป็นอาจารย์ เจ้าจะได้เรียนวิชาไว้สำหรับช่วยเหลือผู้อื่น
เหมือนกับข้า ภายภาคหน้า เจ้าจะได้เป็นนักพรตหญิง ดีไหม”
ฝูอิงซ่อนยิ้มทั้งเอ่ยถาม ทว่า เด็กหญิงสั่นศีรษะอย่างดื้อดึง
“ข้าไม่อยากเป็นนางชี โกนหัว โกนคิ้ว”
“ฮะฮะ เด็กน้อย เจ้าไม่ได้เป็นนางชีเสียหน่อย เว้นแต่เจ้าจะยินยอมพร้อมใจด้วยตัวเจ้าเองเพียงนั้น
เจ้าไม่อยากมีมุกวัฎจักรนี้เหมือนกับข้าแล้วดอกหรือ”
“..อยาก”
“ไม่อยากได้สัตว์อัญเชิญแล้วหรือ”
“..อยาก ข้าอยาก ท่านฝูอิง”
“เช่นนั้นแล้ว จงรีบคำนับข้าเป็นอาจารย์ ต่อไปนี้ จงเรียกข้าว่า อาจารย์ มิใช่ ท่านฝูอิง อีกต่อไป”
ยิน้อยมีท่าทางลังเลใจ ก่อนประสานมือ ผงกศีรษะ ยอบตัวลงคำนับ เพื่อปวารนาตัวเข้าเป็นลูกศิษย์
ของบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ครั้นแล้ว กุมารีน้อยก็ยื่นมือไขว่คว้า ด้วยปรารถนาให้นักพรตหนุ่มอุ้ม
หยอกเอินเล่นด้วยกับนาง
‘เป็นศิษย์อาจารย์แม้เพียงหนึ่งวัน ผูกพันไปจนกระทั่งวันตาย’
ถ้อยคำกล่าวนี้ดูเหมือนจะแจ้งชัดยิ่งกว่าเวลาใด ดูท่าฝูอิงจะได้รับบททดสอบอันยิ่งใหญ่
จากนี้ไป นักพรตหนุ่มต้องดำรงตนเป็นทั้งพี่ชาย เป็นแม้บิดา และอาจารย์สอนสั่งทารกน้อยนี้ทุกสิ่งสรรพ
“ข้าน้อย ซิงยิ คารวะอาจารย์ฝูอิง เจ้าค่ะ”

......................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสต์นี้ถูกแก้ไขโดย กระบี่ไร้รัก เจิ้งหลง: 15 April 2010 - 04:16 PM

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#12 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:17 PM

นับแต่บรรพกาล บังเกิดเสียงเล่าลือกล่าวอ้างถึง ดินแดนทุรกันดารกว้างใหญ่
ปรากฏเศษซากสิ่งปรักหักพังมากมาย ผู้อาศัยอยู่ ณ ใจกลางของแดนดินนั้น
ได้ก่อสร้างป้อมปราการขนาดใหญ่ ภายใต้ชั้นกำแพงสูงกางกั้นกำบัง ผู้คนสามารถหลบภัย
จากพายุทรายกรรโชกร้าย ด้วยเหตุนี้ จึ่งขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่า ‘วังเทพเดียวดาย’
ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเวิ้งทะเลทราย รายล้อมด้วยสัตว์ทมิฬดุร้ายนานา
เหนืออื่นใด แดนดงดิบนี้ถือเป็นศูนย์กลางแห่ง ‘สำนักเจ้าวิญญาณ’ หนึ่งในสำนักมาร
ซึ่งลุ่มหลงอสุรวิชาเพื่อให้ได้มาซึ่งพละกำลังอันลึกล้ำ และอำนาจไร้ซึ่งผู้หาญต่อกร
ยามเที่ยงตรง ดวงสุริยันผันแสงสาดส่องเจิดจ้า เหล่าพรานมือฉมังซึ่งพากันกลับจาก
การล่าสัตว์ต่างส่งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ รถเข็นลากบรรทุกกรงขังสัตว์ขนาดใหญ่
อัดแน่นไปด้วยปักษาหงอนเงินซึ่งต่างพยามดิ้นรนประวิงเวลาตาย แม้วาระสุดท้ายของ
พวกมันจักต้องลงไปอยู่ในกระเพาะคนอยู่ดี
“ข้าได้ ดีงูกระดูกขาวมาแล้ว คืนนี้ ข้าจะหมักเหล้ารสชาติเยี่ยมให้พวกเจ้าดื่มกันเต็มที่ ฮ่าๆๆ”
“งั้นข้าจะแสดงฝีมือ เลาะกระดูกนกพวกนี้ เอามาทอดกรอบแกล้มเหล้าดีงูเจ้า”
ขณะที่พวกเขากำลังชื่นชมอยู่ด้วยเหยื่อที่จัดหามาได้จำนวนมาก บรรยากาศครื้นเครง
ก็พลันหยุดลงทันที เมื่อแว่วเสียงสตรีนางหนึ่งกำลังเอ็ดอึงด้วยอาการเดือดดาล
ต้นเหตุแห่งโทสะอารมณ์นาง คือ เด็กชายผู้กำลังคลานเข่าเพื่อคว้าหยิบดาบเหล็กด้ามใหญ่
และพยายามลุกขึ้นหยัดยืนด้วยอาการบอบช้ำทางกาย ทว่า แววตาทอประกายมุ่งมั่น
ไม่ยอมพ่าย ผิดวิสัยเด็กทั่วไปยิ่งนัก
เด็กชายตั้งท่า ขยับจับด้ามดาบในมือมั่น ก่อนเข้าโหมโรมรัน สตรีเบื้องหน้ารับการฟาดฟัน
ด้วยสีหน้าดุดัน ประกายเสียดสีของเนื้อโลหะกระทบกัน บังเกิดเสียงดังเคร้งคร้างลั่น
กังวานไปทั่วบริเวณนั้น ก่อนดาบจะหลุดปลิวไปจากมือเด็กชาย ปักลงบนพื้นทราย
อย่างหมดท่า แล้วเสียงเอ็ดตะโรด่าทอก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าโง่!! ต้องให้ข้าพร่ำสอนอีกสักกี่ครั้ง ต่อให้แขนขาดออกจากร่าง ดาบจะต้องไม่มีวัน
หลุดออกจากมือเป็นอันขาด รีบหยิบดาบขึ้นมา ลูกพยัคฆ์ต้องไม่ทำตัวเป็นลูกสุนัข
ให้ข้าต้องอับอายขายขี้หน้า”
“ศิษย์พี่หญิง ยังมิหยุดอีกหรือนี่ ข้าสงสารเจ้าหนูฟง มันควรได้กินอาหารและพัก
เพื่อฟื้นฟูกำลัง การที่ศิษย์พี่หญิงเร่งฝึกปรืออย่างเข้มงวดเกินไปเยี่ยงนี้ มันจะตาย
เอาเสียก่อนจะสำเร็จสมใจนาง”
“เจ้าอย่าเสียงดังไป หากนางได้ยินเข้า เจ้าอาจได้ลิ้มรสคมดาบนางเอาหนา”
“นับวัน กระบวนท่าวิชาของนางยิ่งร้ายกาจขึ้นทุกที ถึงข้าจะทึ่ม หัวไม่ไว แต่ข้าก็เข้าใจ
การที่นางต้องเข้มงวดกับลูก ก็เพราะเขาจะต้องเป็นผู้สืบทอด ‘ดาบผ่ากิเลน’ ของสำนัก”
เหล่าพรานหยุดชมดูการฝึกฝีมือของเด็กชายวัยเก้าขวบปี โดยมี ลี่เจ็ง ผู้เป็นทั้งมารดา
และอาจารย์ คอยบีบคั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้บุตรชายของตน ลี่ฟงเจีย จับดาบ
เข้าปะทะด้วยอีกหน จวบจน ร่างของเจ้าหนูฟงถูกฤทธิ์ฝ่ามือกระแทกลอยละลิ่วไปตก
คลุกทราย นางจึ่งหมุนหันหลังเดินจากไป โดยไม่สู้เหลียวแลร่างบุตรชายที่ยังนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น
ลี่ฟงเจีย ว่าที่ผู้สืบทอดดาบในตำนานอันล้ำค่า นอนแผ่หงาย ทอดสายตาเหม่อ
มองขึ้นไปยังเวิ้งนภา ก่อนสารพัดใบหน้าจะชะโงกก้มมองลงมา บดบังแผ่นฟ้า
ด้วยต่างอนาทรห่วงใย
“หนักเอาการ ฟกช้ำดำเขียวไปทั่ว พาเจ้าหนูฟงไปหาซินแสเจียงเถอะ เจ้าคนหนึ่ง
ออกไปนอกกำแพงจับจิ้งจกยักษ์สักตัว ตัดเอาชิ้นเนื้อมันมาประคบตามตัว เจ้าหนูนี่
จะได้ฟื้นตัวได้ไว”
“ข้าจักเป็นธุระให้เอง” พรานผู้หนึ่งอาสา ก่อนบ่ายหน้าออกไปทางประตูเมือง
เจ้าหนูฟงของทุกผู้ยังคงนอนนิ่ง ไม่สู้ขยับเคลื่อนไหว ปล่อยให้พวกพรานแบกร่าง
อันบอบช้ำไปยังศาลายาของซินแสเจียง ซึ่งเป็นทั้งสถานบำบัดรักษาและจำหน่าย
ยาสมุนไพรแห่งแดนดงดิบนี้
“โดนมาหนักตามเคย มาๆ พวกเจ้าเอาเจ้าหนูไปไว้บนตั่ง ข้าตั้งหม้อต้มยาเตรียมไว้แล้ว
อีกสักพัก ถึงจะได้ที่ แต่เล็กจนเติบใหญ่ ไม่ว่านมหรือน้ำ เจ้าคงได้ดื่มน้อยกว่ายาของข้า
เสียกระมัง”
“เช่นนั้น พวกข้าขอฝากเจ้าหนูไว้กับท่านซินแส ต้องนำอาหารในวันนี้ไปส่งให้กับทาง
โรงอาหารเสียก่อน ไว้เสร็จกิจธุระแล้ว พวกข้าจะวกกลับมาดูอาการเจ้าหนูอีกคราว”
เหล่าพรานกล่าวอำลา ซินแสเจียงชำเลืองมองไปยังกรงขังสัตว์ ด้วยสีหน้าพึงใจ
“ออกล่าเที่ยวนี้ได้เหยื่อชั้นดีเทียวหนา ตอนชำแหละ หากเลาะแยกเก็บตับพวกปักษา
แบ่งมาให้ข้า ข้ามีสินน้ำใจเล็กน้อยตอบแทนพวกเจ้าเหมือนเคย”
“เดี๋ยวพวกข้าจักจัดการนำมาให้ เจ้าไม่ต้องลุกขึ้นมาดอก เร่งฟื้นฟูร่างกายให้หายเถิด”
ร่างอ่อนล้าของเด็กน้อย ค่อยประสานมือคำนับเหล่าผู้มีพระคุณ
“ฟงเจีย ซาบซึ้งในเมตตาของพวกท่านอายิ่งนัก”
หลังกลุ่มพรานเคลื่อนย้ายจากไป ชายผู้หนึ่งซึ่งรับอาสางานมอบหมายก็กลับมาพร้อม
ซากจิ้งจกยักษ์ตัวใหญ่บรรทุกแบกมาบนบ่า ซินแสเจียงเห็นเข้าก็นึกรู้ความในทันที
จึงบ่นพึมพำออกมา
“พวกเจ้าวิญญาณนี่ล่ะหนา ช่างชมชอบเลือดเนื้อนัก ศาลายาข้าเห็นทีจะคลุ้งกลิ่น
คาวโลหิตเดรัจฉานนี้อยู่ร่ำไป”
“มิได้เป็นไข้นี่ท่าน เวลาบาดเจ็บก็ต้องฟื้นฟูทั้งนอกใน เช่นนี้แหล่ะดี”
ศิษย์สำนักเจ้าวิญญาณผู้ดำรงตำแหน่งพรานล่าสัตว์ ตวัดดาบคู่กายออกมารอท่า
ก่อนจัดการบั่นศีรษะ ตัดส่วนมือและเท้า ใช้เวลาเพียงสั้นๆ จิ้งจกยักษ์ก็กลายเป็น
ชิ้นเนื้อหนานุ่ม ให้ชายคนดังกล่าวนำมาโปะปิดไปทั่วทุกส่วนที่ปรากฏร่องรอยบาดเจ็บ
มีเสียงหวีดเล็กแหลมและเสียงกระพือปีกพรึ่บพรั่บ ก่อนลูกนกอินทรีย์ตัวหนึ่งจะร่อน
ถลาลงมาเกาะบนร่างของลี่ฟงเจีย แล้วเริ่มจิกกินชิ้นเนื้ออย่างสำราญใจ
“ฮ่าๆ ระวังเจ้านกตะกละเผลอไผล จิกลูกตาเจ้าเข้าเสียละ เจ้าหนูฟง”
“อินทรีย์น้อยนี้ของท่านอาหรือ”
“ใช่ ข้าเผอิญได้มันมาตอนออกล่าเมื่อหลายวันก่อน หน่วยก้านมันดูไม่เลว
ข้าเลยคิดจะฝึกมันไว้ใช้”
“มันมีชื่อหรือไม่”
“ไม่มี ต้องรอจนกว่า จักสามารถทำให้มันยอมรับเจ้าเป็นนายอย่างแท้จริงได้
ถึงตอนนั้น ไม่ว่าเจ้าจะเรียกมันด้วยชื่ออะไร มันจักจดจำ เชื่อฟัง และจงรักภักดี
แก่เจ้าผู้เดียวตราบสิ้นอายุขัยของมัน”
สายตาระหว่างคนและสัตว์จ้องมองสบประสาน อินทรีย์น้อยทำเสียงกุกกักในลำคอ
อยู่ชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วจึงก้มหัวลงจิกกินอาหารต่อ ในขณะที่ เด็กชายบังเกิดแรง
ปรารถนาอยากที่จะครอบครอง
“ท่านอาแนะนำข้าได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร ถึงจะได้นกอินทรีย์สักตัว”
“บิดาเจ้ามีบุญคุณต่อข้า อินทรีย์ตัวนี้ หากเจ้าต้องการ ข้ายินดียกให้ มีข้อแม้เพียง
หนึ่งอย่างที่ข้ากล่าวไป หากเจ้าทำให้มันยอมรับในตัวเจ้าได้ เจ้าก็จักได้เป็นเจ้าของมัน
อีกทั้งข้าจะสอนวิธีฝึกสัตว์ให้แก่เจ้าด้วย”
“ข้าจะลองดู ท่านอา”
ลี่ฟงเจีย เด็กชายวัยเก้าขวบปีตั้งเป้าหมาย ผู้สืบทอดสายเลือดอันเข้มข้นของสำนัก
เจ้าวิญญาณโดยแท้ เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความเหนื่อยอ่อน แม้แต่ยามนอน เด็กชาย
ก็จำต้องโคจรพลังวัตรให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ตามคำสั่งสอนอันเข้มงวดของผู้เป็นมารดา
ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักตลอดเวลา ในภายภาคหน้า ยุทธภพจักได้รู้จักจอมยุทธ
ผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผา บุรุษผู้มาจากสำนักเจ้าวิญญาณอย่างแน่แท้
..........................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#13 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:18 PM

สัจธรรมชีวิตข้อหนึ่ง กล่าวว่า คนเรานั้นมีสองจำพวก หากไม่เป็นคนดี นั้นก็เป็นคนเลว
ยุทธภพก็เฉกเช่นเดียวกัน แบ่งง่ายดายเพียงสองขั้ว หากไม่เข้าฝ่ายธรรมมะ
นั้นก็นอกรีตเป็นฝ่ายอธรรม
บุคคลผู้ฝักใฝ่เข้าทางอธรรม มุ่งหมายใช้อบายวิชา ไม่ว่าจะเป็นลัทธิ หรือ สำนักใด
ย่อมจักถูกสวมทับสรรพนามว่าเป็น ‘มาร’
หลวงจีน ผู่หง พิจารณาเม็ดฝนซึ่งกำลังโปรยปรายลงจากฟากฟ้า อยู่ในท่าสงบสำรวม
ด้วยกำลังรอคอยบุคคลผู้หนึ่ง ไม่มีสถานที่ใดจะชวนให้รู้สึกหดหู่ เศร้าหมองยิ่งไปกว่าที่แห่งนี้
ดินแดนซึ่งอุดมไปด้วยหนองน้ำท่วมขังตลอดปี แสงอาทิตย์ถูกแทนที่ด้วยเมฆฝน
แมลงร้าย อสุรกาย และ ภูตผีปีศาจกระหายเลือด
มนุษย์ที่อาศัยอยู่ ณ ‘บึงดับชีพ’ แห่งนี้ จึงต้องล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งเพื่อเอาชีวิตรอดได้
โดยเนื้อแท้แล้ว สถานที่แห่งนี้ คือ รากฐานที่ตั้งของสำนักมารที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปมากที่สุด
บันไดก้าวแรกที่สามารถส่งเสริมคนไปสู่การเป็นเซียนอธรรมที่แดนอสูร
เพราะ ‘เจ้ามาร’ ผู้ถูกขนานนามเป็นเจ้าชีวิตปกครอง ‘สำนักมารสยบฟ้า’
เป็นหนึ่งในบรรดา ‘มหากาฬเซียนอธรรม’ ที่ออกมาเปิดเผยตัวตนให้ยุทธภพต้องสั่นคลอน
“ข้าไม่ถนัดการต้อนรับขับสู้ผู้ใด มีธุระอันใดก็จงกล่าวมา”
มิใช่ เจ้ามาร มาปรากฏตรงหน้า หากแต่เป็นศิษย์ชั้นปลายแถวผู้หนึ่งของสำนักมารสยบฟ้า
มองปราดเดียว หลวงจีน ผู่หง ก็ดูออกว่า เจ้ามารใช้วิชาครอบงำวิญญาณ เพื่อใช้ร่างบุคคลนี้
มาเป็นทูตสื่อสารแทนตัว
“อาตมาก็ไม่อยากมารบกวน หากมิใช่เพราะอารามผดุงฟ้าถูกล่วงเกินโดยประสงค์ร้าย
ลูกศิษย์อาตมาสิ้นชีพไปถึงสองราย คนในมารสยบฟ้าวางกับดักด้วยเป้าหมายอะไร
อาตมามิอาจทราบ การมาของอาตมาในวันนี้ เพื่อต้องการทวงความยุติธรรมให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“ศิษย์มารสยบฟ้ามีเป็นร้อยพัน ข้าไม่มานั่งฟังคำรำพันร้องทุกข์ใครหรอก หากท่านจับตัว
ผู้กระทำผิดได้ก็ลงทัณฑ์มันไป หากไม่พบเห็นว่าเป็นผู้ใดก็อย่ามาทวงถามเอากับข้า”
ใบหน้าของผู้ทรงศีลเรียบเฉยประดุจกระจกใส ทว่าภายในเริ่มขุ่นมัวด้วยอารมณ์ที่ยังมิอาจ
ตัดขาดสิ้นในความเป็นมนุษย์
“เจ้ามาร ท่านพูดเช่นนี้ ดูคล้ายผลักภาระ ไม่มีความรับผิดชอบอันใด”
“ข้าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบแทนผู้ใด ช่างน่าขันนัก พระมาวิงวอนขอความเมตตาจากมาร”
“ชอบธรรมนักแล้ว แม้พุทธองค์ก็ยังทรงต้องปราบมาร ในเมื่อท่านออกปากวินิจฉัยเยี่ยงนี้
อาตมา ผู่หง ก็จะขอรับข้อวินิจฉัยนี้ถือเป็นแบบอย่างเดียวกัน นับจากนี้ไป สำนักอารามผดุงฟ้า
ไม่ขอให้ความช่วยเหลือ หรือ เกี่ยวข้องใดๆ กับสำนักมารสยบฟ้า”
“..ดี พวกข้าก็ไม่เคยคิดขอความเมตตาจากใคร ที่ไหนเช่นกัน หากหมดธุระแล้วจงจากไป
หากยังรั้งรออยู่รบกวนใจ อารามผดุงฟ้าเกรงจะได้จัดงานอวมงคล”
ถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยอหังการ์ท้าทาย สมแล้วที่เป็นหนึ่งในบรรดาผู้กล้าท้าทายต่อต้านอำนาจสวรรค์
อาการข่มใจของบรรชิตสูงศักดิ์ถูกข่มทับด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยัน เจ้ามารในร่างหุ่นเชิดมนุษย์นั้น
จากไปอย่างโอหัง เป็นอันว่า การมาในครั้งนี้ของผู้นำอารามผดุงฟ้าเปิดฉากแตกหักกันระหว่าง
สองสำนักโดยสิ้นเชิง นับแต่บัดนั้น ยุทธจักรก็ดำเนินไปด้วยกฎกลายๆ ข้อที่ว่า ‘ที่ใดมีพระ ที่นั่นไม่มีมาร’
ขณะที่ หลวงจีน ผู่หง กำลังจะสัญจรกลับผ่านทางเซียนลัดฟ้า พลันดรุณีน้อยในชุดอาภรณ์
สีดำสนิทก็โผล่พรวดมาสะดุดล้มลงตรงหน้า ริมฝีปากอิ่มน้อยสีแดงสดเริ่มเบะท่า ดวงตา
กลมโตสีดำสนิทวาววับด้วยแรงโทสะ ก่อนจะเริ่มดิ้นพรวดพราด กรีดเสียงร้องตามประสา
เด็กเอาแต่ใจตน
ผู้คนในหมู่บ้านต้าอ๋องซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งบึงดับชีพ ดูเหมือนจะรีบหลีกเร้นกายถอยห่างต่อ
การปรากฏของเด็กหญิงผู้งดงามราวกับตุ๊กตานี้
“คุณหนูฮัว ลุกขึ้นเถิด เจ็บหรือไม่ ให้บ่าวเป่าคาถา เดี๋ยวก็หาย”
เด็กชายในวัยตั้งเค้าย่างเข้าสู่การเติบใหญ่เป็นชายรุ่น รีบถลาเข้ามาประคอง กลับถูก
เด็กหญิงระบายอารมณ์ทุบตีใส่ มือเท้าน้อยๆ เปะป่ายใส่เด็กชายซึ่งดูท่าจะเป็นพี่เลี้ยง
บ่าวนั้นไม่มีอาการห้ามปราม คงทำได้เพียงปลอบโยนให้สาวน้อยหายสะอื้นไห้
“เจ้าทึ่ม ดูแลข้าอย่างไร เจ้ามิเห็นหรือข้าเจ็บ ข้าผิด พื้นนี้ผิด หรือ เจ้าผิด”
“บ่าวผิดเอง คุณหนู บ่าวเลว บ่าวดูแลคุณหนูไม่ดี”
เด็กชายตวัดมือตบใบหน้าตนเองฉาดใหญ่ หลวงจีน ผู่หง ซึ่งยืนอยู่ด้วยมองออกว่า
เด็กชายทำไปเพื่อเอาใจเด็กหญิงน้อย
“พื้นนี้ด้วย มันทำให้ข้าหกล้ม เจ้าทึ่มจัดการ”
บังเกิดกระแสลมกรรโชกหอบหนึ่ง กลิ่นและไอควันกำมะถันฟุ้งกำจาย เพียงพริบตา
เด็กชายผู้นั้นก็สามารถเรียกใช้ศาสตร์มืดเร้นลับ สลับรูปกายแผลงไปอยู่ใน ‘ท่าทางวิญญาณมาร’
ตวัดเพียงกรงเล็บเดียว พื้นไม้ใต้ผ่าเท้าก็แหลกสลาย ด้วยพละกำลังทำลายล้างอันมหาศาล
คุณหนูฮัวหัวเราะร่า ปรบมือชอบใจ ร่างมารผิวสีเทาอมเงินลอยคว้างกลางอากาศ ประกาศให้โลก
ได้รับรู้ถึงความพันลึกพิสดารของอววิชา ซึ่งหลวงจีน ผู่หง พิจารณาชมดูอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ
“เรากลับหุบเขาดอกท้อกันเถิด หากท่านเจ้ามารรู้ว่า คุณหนูแอบมาไกลถึงที่นี่ จะถูกลงโทษนะ ขอรับ”
“ข้าไม่กลัว แต่กลับก็ได้ ข้าหิวแล้ว”
เด็กชายในร่างมารโอบอุ้มเด็กหญิงขึ้นแนบอกอย่างระมัดระวัง คุณหนูฮัวผู้มีแต้มสีแดงสด
รูปกลีบดอกไม้กลางหน้าผาก เหลียวหันมามองหลวงจีนอย่างสนใจชั่วครู่หนึ่ง แล้วร่างของ
คนทั้งสองก็ลอยล่องจากไปท่ามกลางสายฝนโปรยปรายไม่มีวันหยุดของบึงดับชีพ
“สีกาน้อยเมื่อสักครู่นี้ ท่านรู้จักหรือไม่ว่า นางเป็นผู้ใด”
ด้วยความสงสัย หลวงจีน ผู่หง จึงไต่ถามเอาความจากชาวบ้านผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้
“คุณหนูฮัวน่ะหรือ นางเป็นนายหญิงน้อยคนสำคัญของมารสยบฟ้า นางเป็นหลานสาวเจ้ามาร
นิสัยร้ายกาจนักแต่เยาว์วัย คุณหนูฮัวเป็นป้ายประกาศิตเดินได้ หลวงจีนท่านก็เห็นแล้วเมื่อครู่”
“ต้นกล้าอ่อน บำรุงเลี้ยงด้วยน้ำร้อน หรือจะงอกงามดี ..อะมิตตาพุทธ..”
เมื่อคืนกลับสู่อารามผดุงฟ้า ครั้นแล้ว คำสั่งก็ถูกถ่ายทอดออกไป ศิษย์พี่น้องร่วมสำนัก
จักต้องไม่ข้องแวะไม่ว่าจะทางใดกับบุคคลที่มาจากสำนักมารสยบฟ้า และเมื่อตกอยู่ในกรณีพิพาท
อนุญาตให้ชำระความได้ทันทีโดยไม่ต้องไต่ถามมาถึงบรรดาผู้อาวุโสสำนัก
บรรดานักพรตหญิงชาย นอกจาก คร่ำเคร่งร่ำเรียนวิชาการรักษา จึงต้องหันมาฝึกฝนวิชา
แขนงกำราบมารควบคู่กันไปด้วย ในเชิงยุทธ สรรพวิชาของสำนักอารามผดุงฟ้าจึงมี
ความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ตลอดเวลา มีข่าวลือเรื่องสิ่งอัศจรรย์ สงคราม การสู้รบปรบมือระหว่างสำนักน้อยใหญ่
มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย กระทั่ง เรื่องราวในอดีตต่อให้ยากจะลืมเลือนสักแค่ไหน
ก็ถูกกลืนไปท่ามกลางกระแสความเป็นไปของปัจจุบันอยู่ดี
ครั้นแล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป ...สิบสามปี... พร้อมการเติบใหญ่ขึ้นของบรรดาบุคคลสำคัญทั้งหลาย
.............................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#14 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:20 PM

‘ ดอกไม้งามยามโรยช่างโหยไห้
ใบหลิวตายร่วงราพาโศกศัลย์
นกไร้คู่เปลี่ยวกายเดียวดายพันธุ์
เมฆาผันเคลื่อนคล้อยลอยลับตา ’
เสียงขลุ่ยผิวบรรเลงท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน แว่วดังผ่านมาจากบริเวณเบื้องล่างของ
แท่นหมายจันทรา ใบหน้าของอิสตรีในอาภรณ์สีขาวหมดจดประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
ความงามสง่านั้นยิ่งทำให้นางดูโดดเด่นอยู่ท่ามกลางสีเขียวร่มรื่นของแดนดินนี้
เหนืออื่นใด นางเป็นบุคลากรคนสำคัญยิ่งของสำนักใหญ่ ซึ่งยึดถืออุดมการณ์ผดุง
คุณธรรมไร้พ่าย ‘สำนักเมฆเขียว’
ลวี่เสว่ฉี หรือ จอมนางหิมะหยก เอ่ยเสียงเบาราวกระซิบไปในสายลมพัดผ่าน หากพลัง
ปราณอันสุดล้ำลึกนั้นสามารถทำให้ผู้อยู่ไกลในรัศมียี่สิบลี้ได้ยินชัดเจน ราวกับลูกเกาทัณฑ์
พุ่งมาปักเข้าตรงกลางใจ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังบรรเลงเพลงขลุ่ยอยู่ด้วยก็เช่นกัน
ดนตรีจากริมฝีปากจำต้องหยุดลงในทันที
“กงเว่ยฟุ อาจารย์ฟังพอสำราญดีแล้ว เจ้าจงขึ้นมารับการสั่งสอนเถิด”
คำเชื้อเชิญนั้นแฝงเร้นเป็นคำสั่ง พลันอาชาสีขาวสะอาดตัวหนึ่งก็ค่อยเยื้องย่างขึ้นมา
บนอานม้าบรรทุกร่างชายหนุ่มในอาภรณ์ตามแบบฉบับศิษย์สำนักเมฆเขียว เค้าโครงใบหน้า
นั้นคมคาย สะอ้านใสจนอาจกล่าวได้เป็นหน้าหยก
เมื่อเข้ามาจวนใกล้ กงเว่ยฟุก็พลิกตัวลงจากหลังอาชา ทรุดตัวลงคำนับอยู่ต่อหน้าผู้เป็นอาจารย์ตน
“ศิษย์กงเว่ยฟุ คารวะอาจารย์หญิง”
“หลายปีเนิ่นนานนักที่ข้าสอนเจ้าให้เข้าใจถึงแก่นบู๊ และ บุ๋น วันนี้ ฟ้ากระจ่าง ลมสดชื่นดี
ข้าจึ่งคิดอยากจะทดสอบเจ้าอีกสักคราว ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์สำนักเมฆเขียว จงชักกระบี่
ของเจ้าออกมาเถิด”
สิ้นคำบอกกล่าว กงเว่ยฟุรีบปลดฝักกระบี่ออกมาเตรียมตัวโดยไม่อิดออด คมเนื้อเหล็กอ่อนบาง
จนแทบไม่อาจเชื่อมั่นในอานุภาพทานรับกำลังแรงต้านไหว มือกระบี่หน้าหยกตั้งท่าดูคล้าย
พร้อมพลิ้วไหวร่ายรำ
“กระบี่อยู่ที่ใจ เจ้าเข้าใจคำกล่าวนี้หรือไม่?”
จอมนางหิมะหยกสะบัดเพียงชายเสื้อ กิ่งไม้ขนาดพอเหมาะก็ถูกตัดร่วงหล่นลงสู่หัตถ์นาง
“เรียนอาจารย์ กระบี่เป็นศาสตราวุธ มนุษย์เป็นผู้ใช้ หากบรรลุถึงวิถีกระบี่แล้ว จะมีศาสตราวุธ
หรือหามีไม่ เมื่อนั้นก็ย่อมไม่สำคัญอะไรอีกเลย”
“ตอบได้ดี จงรับหนึ่งกระบวนท่ารุก”
กิ่งไม้เปราะบางธรรมดาทว่าทรงพลานุภาพยิ่ง ลวี่เสว่ฉี สะบัดข้อมือเพียงไม่กี่ครั้ง รังสีกระบี่
จำนวนหนึ่งก็ซัดเข้าหาผู้เป็นลูกศิษย์ ด้วยกระบวนวิชา ‘ผลึกน้ำแข็งทิ่มแทง’
กงเว่ยฟุ วาดเท้า หมุนตัวสะบัดท่าตั้งรับ ป่ายปัดไปมาด้วยการเคลื่อนไหวที่ว่องไวยิ่ง
“หัวใจสำคัญของเคล็ดกระบี่ คือ สิ่งใด?”
“เรียนอาจารย์ ความฉับไว และ การพลิกแพลงไม่มีสิ้นสุด”
“..หลักแหลมนัก จงโจมตีกลับมาหนึ่งกระบวนท่า อาจารย์จักตั้งรับ”
หนุ่มหน้าหยกรับทราบแก่ใจดีว่า ต่อให้ใช้หมื่นพันกระบวนท่าก็มิอาจระคายแม้ปลายเกศานาง
กงเว่ยฟุจึงตั้งใจใช้เพียงวิถีกระบี่สายเดียว โดยใช้เคล็ดวิชา ‘พลังกระบี่สุริยันต์’
จอมนางหิมะหยก ไม่มีเจตนาปัดป้องแต่อย่างใด กระบี่กิ่งไม้ของนางฟาดฟันโต้ตอบจน
สลายกลายเป็นเศษไม้ โปรยปลิวไปตามสายลม
“อาจารย์หญิงฝีมือล้ำลึกยิ่งนัก ศิษย์มิอาจเทียมท่านได้เลย”
“วันใดที่เจ้าเจนจบทุกกระบวนความ แตกฉานโดยแท้ในเคล็ดวิถี วันนั้น เจ้าก็จะก้าวข้าม
ขึ้นมาอย่างภาคภูมิในตัวเจ้าเอง”
สีหน้าของสตรีผู้อบรมบ่มวิชาฉายแววเมตตา ดวงเนตรคมซึ้งนั้นในบางคราก็คล้ายหล่อเลี้ยงไว้
ด้วยความเศร้าอาดูร จอมนางหิมะหยกปลดฝักกระบี่คู่กาย รำร่ายท่วงทำนอง ‘หนึ่งคน หนึ่งกระบี่’
อันแฝงไว้ด้วยความดุดันเคลือบเคล้าอ่อนช้อยงดงาม
กงเว่ยฟุรีบรุดร่ายท่ากระบี่ตาม วิชาของสำนักเมฆเขียวโดยพื้นฐานนั้นไซร้ใช้ความอ่อนสยบแข็ง
ยิ่งทานรับความรุนแรงก็ยิ่งตอบกลับทวีคูณ เคล็ดวิชากระบี่เชิงเดี่ยวนั้นนับได้ว่าร้าย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง หากเป็นเคล็ดกระบี่คู่หญิงชาย ก็ยากยิ่งนักที่จะรับมือต่อกร
หยินนำ หยางตาม หยางล้ำ หยินรั้ง - - หยินและหยางรวมเป็นหนึ่ง
ดั่งหงส์คู่โบยบินสู่นภา ยังสามารถสะบัดปีกทะลวงฟ้า ทลายปฐพีได้มลายสิ้น
“อาจารย์ขออวยพรให้เจ้าเดินทางด้วยความปลอดภัย เวลาผ่านไปเร็วนัก ดูเจ้าตอนนี้ เติบโต
เป็นบุรุษเต็มกาย ครอบครัวเจ้าคงรอคอยด้วยความยินดียิ่ง แท่นหมายจันทรานี้คงขาดเสียงขลุ่ย
ไปอีกหลายเพลา ข้าคงนึกถึงเจ้า เด็กน้อยกง”
“ศิษย์ตั้งใจว่า กลับไปเยี่ยมเยือนบ้านคราวนี้ จะออกท่องเที่ยวดูโลกกว้าง ได้ยินข่าวเทศกาล
งานแข่งขันตกปลาที่เมืองคลื่นวารี ศิษย์ตั้งใจหมายจะไปชมดูสักครั้ง”
“เป็นงานครึกครื้น ครั้งหนึ่ง ข้าเคยได้ลิ้มรสปูสาวกแลกุ้งรื่นเริง รสชาตินั้นยากจะลืมเลือน”
“เช่นนั้น หากศิษย์จับมันได้ จะรีบเหินกระบี่นำกลับมากำนัลอาจารย์หญิง”
ลวี่เสว่ฉี เผยอริมฝีปากบาง ส่งเสียงสรวลเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนโบกมืออันเรียวงามเป็นทำนองตัดบท
กงเว่ยฟุเห็นดังนั้นจึ่งทรุดตัวลงคำนับอำลาอาจารย์ตนอีกครั้ง แล้วขึ้นสู่หลังอาชาคู่ใจ เตรียมพร้อม
แก่การออกเดินทางกลับไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิด
อาชาพ่วงพีสีขาวห้อตะบึงผ่านทุ่งหญ้าเขียวคร้าม วิ่งตัดผ่านทัศนียภาพอันแสนงดงามของแผ่นดิน
เมฆเขียว กงเว่ยฟุสูดลมหายใจซึมซับไอฟ้าดินจนเต็มตื้นในใจ บุรุษหยกแห่งจอมนางกำลังจะได้
ออกท่องไปในโลกกว้างดังที่ใจปรารถนามาแต่ช้านาน
“รอเถิดหนา คลื่นวารี กงเว่ยฟุผู้นี้กำลังจะไปเยือน..”
....................................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#15 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:22 PM

ท้องทะเลกว้างใหญ่สีฟ้าคราม ลมทะเลพัดพาเอากลิ่นอายน้ำเค็มปนคาว ยวนเย้าเหล่า
นักตกปลาให้แห่กันมาแสวงโชค ณ เมืองคลื่นวารี เมืองท่าอันเป็นศูนย์กลางพาณิชย์ทางน้ำ
คลาคล่ำไปด้วยนักเดินเรือ พ่อค้า และบรรดาโจรสลัดน้อยใหญ่ซึ่งกระจายขุมกำลังไปทั่วน่านน้ำ
ยามนี้ เมืองคลื่นวารีกำลังจัดงานบวงสรวงเทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่วัดจ้าวมังกร ภายใน
เมืองบ่อวีรชนจึงเต็มไปด้วยร้านรวงขายสินค้าสำหรับผู้คนที่มาแวะผ่านมาสักการะ
สะพานนอกเมืองทอดออกไปสู่ท่าเรือวารี จากชายฝั่งไม่ไกลปรากฏเกาะกลางน้ำซึ่งใช้เป็น
สถานที่แข่งขันตกปลา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึกทึกครึกครื้นยิ่งนัก
กงเว่ยฟุมาถึงตอนพลบบ่าย เขาฝากอาลู่ อาชาคู่ใจไว้กับโรงม้าของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ก่อนออกมาเที่ยวชมดูงานเทศกาล มือกระบี่เมฆเขียวมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความปรีดา
สตรีน้อยใหญ่ที่ดำเนินผ่านไปเบื้องหน้าลอบส่งยิ้มและมีทีท่าเอียงอาย ชี้ชวนกันให้พินิจดู
คุณชายรูปงามผู้ครบถ้วนด้วยคุณสมบัติต้องใจอิสตรี
หลังจากชมดูร้านรวงต่างๆ จนพอแก่ใจ บุรุษหนุ่มก็บ่ายหน้าออกไปทางนอกเมืองหมายจะไป
ชมดูการแข่งขันตกปลา ใต้ร่มไม้ปลายสะพานมีคนจับกลุ่มสนทนา กงเว่ยฟุระบายยิ้มบนใบหน้า
เมื่อเห็นเป็นคนจากสำนักอารามผดุงฟ้าซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างสำนัก
นักพรตชายสองผู้ดูเหมือนมีสีหน้าหนักใจ ต่อสตรีผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในทิศยืนหันหลังให้กงเว่ยฟุ
“ศิษย์พี่ซิง แค่ท่านเถลไถลมาไกลถึงนี่ หากอาจารย์ฝูอิงจับได้ พวกข้ามีหวังได้ทำความสะอาด
อารามไปทั้งปี นี่ท่านยังดื้อดึงจะไปดูเขาแข่งขันตกปลาอีก อาจารย์กำชับหนักหนา
ท่านอย่าละเมิดคำสั่งเลย”

“นั่นซี ที่นี่คนมากมายนัก เรากลับกันเถิด ข้าเกรงมันจะไม่ปลอดภัย”
“ไม่ได้ เรามาไกลถึงนี่แล้ว ไปต่ออีกเพียงนิด ข้าก็สมปรารถนาแล้ว ไว้ให้ข้าชมดูจนพอใจ
ก่อนแล้วเราค่อยกลับ”
กงเว่ยฟุเข้าไปใกล้ ในขณะที่ร่างนั้นหมุนตัวหันกลับมาพอดี คนทั้งสองจึงชนกันเข้าโดยบังเอิญ
ร่างเล็กกว่าเสียหลักซวดเซดุจจะล้ม มือกระบี่หนุ่มจึ่งเอื้อมมือออกไปจับยุดไว้หมายประคอง
สองสายตามองสบประสาน ดวงเนตรนั้นช่างกลมโตสุกใส แก้มเปล่งปลั่งราวลูกพลับแรกเหมันต์
ผมสึดำขลับมุ่นเป็นมวย อาภรณ์สีแดงชมพูผุดผาดราวกลีบดอกไม้ กงเว่ยฟุเห็นอิสตรีมาก็มาก
แต่ไม่เคยพบเห็นสตรีคนใดที่จะให้ความรู้สึกแจ่มใส ส่อประกายมีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้มาก่อน
“ขออภัย คุณชาย ข้าไม่ทันระวัง”
ซิงยิ กล่าวคำขออภัย รีบก้าวถอยห่างจากบุรุษแปลกหน้า
“มิเป็นไร ข้า กงเว่ยฟุ ศิษย์เมฆเขียว ข้าเผอิญผ่านมาได้ยินพวกท่านสนทนา ข้าเองก็ตั้งใจ
จะไปชมดูการแข่งขันตกปลานั้นเหมือนกัน หากมิรังเกียจ ขอเชิญพวกท่านร่วมทางไปด้วยกัน”
“ดีเลย ข้า ซิงยิ ศิษย์อารามผดุงฟ้า ข้าตั้งใจมาหมายจะชมการแข่งขันนั้นสักครั้ง แต่ศิษย์น้อง
ทั้งสองของข้าเกรงอันตราย เราจึ่งได้มาหยุดอยู่ได้แค่ปลายสะพานนี้”
นักพรตหญิงแสดงอาการขัดใจ คล้ายกิริยาเด็กงอนเง้า มือกระบี่หยกมองเห็นว่า นางช่างน่ารักนัก
“การจะไปยังเกาะตกปลานั่นต้องโดยสารเรือเล็กรับจ้างไป พวกข้าทั้งสามไม่มีใครสามารถว่ายน้ำ
อีกทั้งผู้คนที่นี่ มีก็มากที่ดูประสงค์ร้าย พวกข้าไม่อาจปล่อยให้เกิดอันตรายขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนาง”
“พวกเจ้ากังวลมากเกินไป ข้ายังไม่เคยเห็นอันตรายที่ใครพูดถึงนักหนา จะเกิดขึ้นเลยสักครั้ง”
“นี่หากอาจารย์ฝูอิงไม่จำต้องไปปฏิบัติภารกิจที่แดนใต้ ศิษย์พี่ซิงก็คงไม่ได้มาเอาแต่ใจถึงที่นี่ดอก”
“เอ๊~ พวกเจ้า..”
กงเว่ยฟุมองดูการถกเถียงระหว่างคนทั้งสามอย่างขบขัน เขาอ่านสถานการณ์ออกแล้วถึง
ความเป็นมาอย่างไร บุรุษหยกผ่อนลมหายใจ กำหนดจิต โคจรพลังปราณพิสุทธิ์ด้วยเคล็ด
‘ล่องสำราญ’ ก่อนส่งผ่านไปยังอาวุธคู่กาย ทำให้มันกลายสถานะเป็นวัตถุที่สามารถ
ต้านทานแรงดึงดูดของโลก
กระบี่งามในฝักงาช้างสลักลอยคว้างกลางเวหา แปรเจตนาเป็นพาหนะที่เรียกได้เป็น ‘กระบี่บิน’
ชั่วขณะหนึ่ง ตามความต้องการของบุรุษหยกแห่งเมฆเขียว
..............
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#16 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:23 PM

“หากพวกท่านจะวางใจ ข้าขอรับอาสาพาศิษย์พี่ของท่านทั้งสองชมดูการแข่งขันนั้นเพียงครู่หนึ่ง
แล้วจักนำนางกลับคืนมาส่งที่เดิมแห่งนี้ ข้าขอให้คำมั่นจะคุ้มครองนางมิให้เกิดภยันตราย
พวกท่านเห็นควรเช่นไรก็โปรดให้คำตอบมาเถิด”
ด้วยวิชาตัวเบาอันเลิศล้ำ ศิษย์เอกแห่งจอมนางโจนร่างพลิ้วขึ้นไปทรงตัวบนกระบี่บิน
ยืนสองมือไพล่หลังอย่างสงบ รอคอยการตัดสินใจ
“พวกเจ้าจงรออยู่นี่ ข้าไปเพียงชั่วประเดี๋ยว แล้วจะกลับมา”
ศิษย์พี่หญิงจอมดื้อดึงชิงตัดบทแทนคนทั้งหมด ไม่สนใจสีหน้า อ้าปากเตรียมคัดค้านของ
สองศิษย์น้องแต่อย่างใด ซิงยิยื่นมือออกไป สัมผัสมือของกงเว่ยฟุที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับนาง
กระบี่บินเหินลิ่วลอย พาสองร่างคล้อยสูงห่างออกจากพื้นดิน ยามนี้ ในวงแขนอันประคองมั่น
โอบอุ้มร่างผ่องใสท่องนภาไปด้วยกัน มือกระบี่หนุ่มทอดสายตาไปเบื้องหน้า ในขณะที่นักพรต
สาวชื่นชมทัศนียภาพรอบด้าน เบิกบานราวกับวิหคน้อย
“ทะเลเดียวกัน เหตุไฉน ทางหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกทางหนึ่งเป็นสีเขียว น่าอัศจรรย์จริง
ข้าไม่เคยขึ้นสู่ที่สูงเพียงนี้มาก่อน”
“ที่เมฆเขียว มีกิเลนพยนตร์ตัวหนึ่งคอยทดสอบวิชาตัวเบา มันยืนบนแท่นสูงยิ่ง
หากศิษย์เมฆเขียวไม่ฝึกวิชาล่องอากาศให้แคล่วคล่อง ก็จะอาศัยล่องกระบี่ขึ้นไป
เด็ดหนวดของมันแทน”
“เหตุใดจึ่งต้องทำเช่นนั้น หนวดของมันไว้ทำสิ่งใดหรือ”
กงเว่ยฟุหัวเราะเบาๆ
“ไว้ทดสอบว่า ยังหมั่นฝึกฝนดีอยู่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจักถูกส่งกลับไปฝึกไต่ผาที่สุสานกระบี่”
“เพิ่งเคยได้ยินว่า มีการฝึกเช่นนี้ หากเป็นที่ผดุงฟ้า แค่ฝึกสมาธิขั้นสูงใต้น้ำตกผู่จี๊ ก็ยากยิ่งแล้วสำหรับข้า”
ซิงยิบอกเล่าด้วยใบหน้าแจ่มใส ความเป็นจริงคือ การฝึกสมาธิอันเป็นกิจวัตรประจำวันที่อาราม
ไม่มีวันไหนที่ซิงยิผู้นี้จะไม่เคลิ้มหลับ ในขณะที่ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักใช้เวลาไปกับการท่องพระสูตร
ศึกษาพระธรรม นักพรตหญิงเจ้าปัญหาก็มักจะลอบออกไปหาเก็บผลไม้ป่า หรือไม่ก็เที่ยวเล่นสนุก
ไปกับหมูป่ากลางเขา สัตว์เลี้ยงอัญเชิญที่นางได้รับมาตอนผ่านการทดสอบจากทูตสัตว์เลี้ยง เ มิ ง ซีโต้
ทุกคนมักพูดกันว่า นางไม่เหมาะแก่การเป็นพรต แต่อารามที่ขาดนางไปแม้เพียงวัน ก็เหมือนดัง
เสียงระฆังที่หยุดดังชวนให้เงียบเหงา
เงาร่างของคนทั้งคู่อยู่เหนือเกาะตกปลา กระบี่บินลดระดับลงต่ำ น่าแปลกที่ซิงยิรู้สึกปั่นป่วนภายใน
คล้ายดั่งมีลางสังหรณ์ประหลาดที่ทำให้ใจรู้สึกเป็นกังวล
เกาะกลางน้ำนั้นเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์และเบ็ดตกปลา กระแสน้ำซัดกระแทกโตรกผาซึ่งรายล้อม
กอปรขึ้นเป็นเกาะหินโสโครกขนาดใหญ่ มันช่างน่าพิศวงที่คนจะตกปลาได้อย่างไร ท่ามกลางทะเล
เชี่ยวกรากแบบนี้
ทว่าการจับปลา ไม่ได้หมายรวมว่าเป็นแต่การตก เพียงอย่างเดียว เหนือระลอกคลื่นพรายพร่า
ปรากฎร่างกำยำคล้ำเข้มวิ่งพล่านไปมา ก่อนกระโดดหมุนตัวขึ้นกลางอากาศแล้วซัดกงจักรสีเงิน
วาววามลงไปในน้ำ บังเกิดเสียงดังคล้ายดั่งระเบิดกัมปนาท แล้วร่างของชายผู้นั้นก็โผนทะยาน
กลับขึ้นมายืนบนเกาะ พร้อมด้วยปูลักษณะประหลาดตัวใหญ่ในมือ

“เวรกรรมแท้ ลงไปเล่นน้ำทั้งที ได้แค่ปูสาวก”
จักรผันในมือแน่แท้ว่า ชายผู้นี้มาจากสำนักสราญรมย์ เค้าโครงหน้าแหลมคม รวบผมตึงแน่น
ผูกไว้ข้างหลังเหมือนพู่หางม้า ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า เปิดเผยแผงอกกำยำสักไว้ด้วย
ลวดลายมังกรดูน่าเกรงขาม กงเว่ยฟุขยับเข้าไปใกล้ เมื่อได้ยินชื่อสัตว์น้ำที่อาจเจรจาขอซื้อ
“พี่ชาย ปูนี้ ไม่ทราบว่า ท่านขายหรือไม่”
“ทำไมข้าต้องขาย เจ้าอยากได้ก็หาจับเอาเองซี”
มู่ซูเอี๋ยน วางท่าเย่อหยิ่ง แสดงอาการไม่เป็นมิตรเท่าใดนักต่อบุรุษหยกตรงหน้า กระทั่งมองเห็น
สาวงามข้างหลังที่ติดตามมา ท่าทีกระด้างแข็งแต่แรกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“คุณชายกง ท่านจะซื้อปูนี้หรือ”
ซิงยิเอ่ยถาม ดวงตาจับจ้องยังปูซึ่งดิ้นกระแด่วอยู่ในมือบุรุษผู้หาปลาด้วยวิธีแปลก
“อาจารย์ข้าเคยชมชอบเนื้อปูนี้ ก่อนจากมา ข้ารับปาก หากมีโอกาสจะนำกลับไปให้ท่านได้
ลิ้มรสอีกสักครั้ง หากพี่ชายท่านนี้ไม่ขาย ข้าก็คงไม่รบกวนแล้ว”
“เฮ่ย เฮ่ย เฮ่ย น้องชายท่านนี้ไยด่วนน้อยใจ ข้า มู่ซูเอี๋ยน ผู้นี้ใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทร
ปูตัวเดียวทำไมข้าจะขายให้ไม่ได้ แม่นางน้อยผู้นี้ไม่ทราบเคยลิ้มรสเนื้อปูนี้มาก่อนหรือไม่
รสชาดของมันอร่อยจนแทบ ลืมตาย ได้เลยทีเดียว”
“ของอร่อยปานนี้ คงแพงน่าดู ข้าไม่มีอัฐหรอก”
เพียงหญิงงามทำสีหน้าสลดเสียดาย หัวใจของแมลงภู่สุดยอดหญ้าอย่างมู่ซูเอี๋ยนก็แทบ
หลอมละลายลงต่อหน้า ผิวหน้าซึ่งคมเข้มอยู่แต่เดิมยิ่งเข้มขึ้นไปอีก มือจักรสราญหายใจ
ฟืดฟาดไม่เป็นส่ำ ฉีกยิ้มกว้าง ไม่รู้สึกเจ็บแม้ก้ามปูวายร้ายจะหนีบหมับเข้าให้ตรงท้องแขน
“สำหรับแม่นาง สักอีแปะ ข้าก็ไม่คิดดอก มาๆ เผากินตอนสดๆ นี้ยิ่งอร่อยลิ้นนัก”
แล้วเจ้าปูเคราะห์ร้ายก็ถูกเหวี่ยงลงกองไฟสำหรับหุงต้มอย่างนิ่มนวล นักตกปลาส่วนใหญ่มอง
มาทางมู่ซูเอี๋ยนอย่างขุ่นเคืองที่เป็นต้นเหตุให้ท้องทะเลปั่นป่วนหนักกว่าเดิม ทว่าเจ้าตัวกลับ
ทำไม่รู้สึกสม ลากชะลอมใส่ปลาของตนออกมาอวดผลงานเป็นการใหญ่
“โอ้โฮ ท่านนี่เก่งจริงๆ ปลาพวกนี้ ท่านจับเองหมดเลยหรือ”
ซิงยิกล่าวชื่นชมมู่ซูเอี๋ยนอย่างจริงใจ ตื่นตาตื่นใจกับปลาประหลาดมากมายในชะลอมนั้น
“ข้าตั้งใจว่า ปีนี้ ข้าจะชนะการแข่งขันตกปลานี้ให้ได้สักครั้ง”
“มือจักรท่านนั้นไม่มีทางชนะหรอก กฏกติกาเขาว่าให้ตก ไม่ใช่ให้ระเบิดน้ำเพื่อจับ”
มีเสียงติงลอยมาตามลม มู่ซูเอี๋ยนหันมองหาเจ้าของเสียงซ้ายขวาทันที ซิงยิและกงเว่ยฟุ
อดยิ้มขันในคำพูดพวกนั้นไม่ได้
“เป็นผู้ใดพูดว่าข้า นอกจากจะมิได้ตกปลาแล้ว ยังจะได้ลงไปนอนเฝ้าก้นทะเล ฮึ!”
มู่ซูเอี๋ยนพูดเสียงดัง กงเว่ยฟุเห็นดังนั้น จึงเสพูดเรื่องอื่นให้บรรยากาศผ่อนคลาย
“ปลาทะเลเหล่านี้ทนทานนัก มิได้อยู่ในน้ำก็ยังมิตาย ธรรมชาติสอนให้มันแข็งแกร่งเพื่อ
จะมีชิวิตรอดจนนาทีสุดท้าย”
“มันถึงได้เนื้อแน่น หวาน อร่อยนักไง ไม่เหมือนปลาน้ำจืด”
มือจักรสราญไม่วายขัดคอ เมื่อเห็นนักพรตสาวเริ่มโอนเอียงหันกลับไปสนใจมือกระบี่เมฆเขียว
“ปลาธรรมดายังกลายเป็นมังกรได้ ไม่แน่ อาจมีลูกมังกรหลุดมาอยู่ในนี้ตัวหนึ่ง
แม่นางซิง ท่านลองพินิจดูดีๆ”
“จริงหรือ คุณชายกง นี่แน่ะ ข้าว่า อาจจะเป็นเจ้าปลาตาโตตัวนี้ก็เป็นได้นะ”

ปลาเกล็ดทองพลิกสะบัดตัวคล้ายระคายเมื่อซิงยิใช้กิ่งไม้เล็กๆ ดุนเล่นที่ตัวมัน กงเว่ยฟุยิ้มบาง
ให้กับกิริยาและคำพูดใสซื่อไร้มารยา ในขณะที่จมูกของมู่ซูเอี๋ยนรู้สึกคัดคั่งดั่งเลือดกำเดาจะไหล
คล้ายถูกประกายสดใสของสตรีเบื้องหน้าเล่นงานเข้าอย่างจัง
แก้มและผิวของนางช่างเปล่งปลั่ง ดวงตาก็กลมโตน่ารักน่าชังนัก สวรรค์!? ข้าไม่เข้าใจ
เหตุใดอารามผดุงฟ้าถึงได้ตัดเย็บอาภรณ์สีสันแพรวพันเพื่อขับความงามของพวกนักพรตแรกรุ่นด้วย
อาจเป็นจริงดังคำพี่ชายเคยพูดไว้ บุรุษสราญเก่งกาจแค่ไหน ก็ยังแพ้ทางพรตหญิงงาม
..................
โปรดติดตามตอนต่อไป

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#17 หย่งหนาน

    ร้อยห่วงเก้าดาว

  • Members
  • PipPipPip
  • 2102 โพส:

โพสต์ 15 April 2010 - 04:25 PM

จู่ๆ สรรพสิ่งรอบด้านก็พลันเงียบลงอย่างผิดปกติ ลมทะเลเริ่มต้นกรรโชกดุร้าย บรรดา
นักตกปลาต่างพากันส่งเสียงเอะอะตกใจ เมื่อพวกเขาเห็นพรายฟองขนาดมหึมาผุดขึ้น
จากห้วงน้ำวน คล้ายสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมากำลังจะปรากฎกายขึ้นจากท้องทะเล
ในขณะที่ผู้คนต่างตกอยู่ในอาการตะลึงพรึงเพริด ศีรษะอันใหญ่โตของมังกรสมุทรตัวหนึ่ง
ก็โผล่ขึ้นพ้นผิวน้ำ มันยืดลำตัวอันยาวขึ้นสูงกว่าเกาะหินกลางน้ำ ดวงตาแก้วสีมรกตลุก
โชนคล้ายหินติดไฟ จับจ้องมองทุกชีวิตที่ติดอยู่บนเกาะนั้น การปรากฏตัวของมันทำให้
กระแสน้ำแตกซ่าน เกิดปรากฏการณ์ทะเลคลั่งอย่างน่ากลัว
“น่ะ น้องชาย เจ้าพูดล้อข้าเล่นใช่ไหม ขะ ข้า คงไม่ได้จับลูกมันมาหรอกนะ”
มู่ซูเอี๋ยนพูดพลางกลืนน้ำลาย มังกรสมุทรส่งเสียงคำรามสั้นๆ ก่อนแหวกน้ำตรงเข้ามายังเกาะ
ในเวลาคับขัน กงเว่ยฟุหมายจะใช้กระบี่บินหลบเลี่ยงภยันตราย หากแต่เมื่อผินหน้าไปหา
ก็พบว่า สตรีผดุงฟ้าอยู่ในอาการคล้ายเจ็บปวดทรมาน
“แม่นางซิง เกิดอะไรขึ้นกับท่าน บาดเจ็บหรือ”
ซิงยิยกมือขึ้นเกาะกุมทรวงบริเวณหัวใจ แผ่นหลังร้อนราวกับถูกเหล็กนาบเผาไหม้ โลหิต
ในร่างคล้ายกำลังเดือดพล่านจนอาจทำให้กายเหี่ยวแห้ง หัวใจถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ยาม
เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาของมังกรสมุทรและกระแสจิตที่ส่งตรงเข้ามาถึงใจ

“ในที่สุด ข้าก็หาเจอ”
สัตว์ร้ายโจมตีทันทีเมื่อกงเว่ยฟุขยับหมายประคองนาง ศีรษะมหึมาโขกลงมาด้วยเรี่ยวแรง
มหาศาลจนแม้ทำให้เกาะหินแหลกสลาย มันหมายใจกลืนกินร่างอรชรไว้ในปาก หากใน
เสี้ยวนาที กงเว่ยฟุตัดสินใจเหวี่ยงร่างซิงยิให้พ้นไป และมู่ซูเอี๋ยนรับร่างนางไว้ด้วยท่าร่างว่องไวยิ่ง
ทะเลในขณะนั้นเต็มไปด้วยร่างของบรรดาผู้เคราะห์ร้ายมากมาย มังกรร้ายบ่ายศีรษะไปทาง
มือจักรสราญรมย์ เนื่องด้วยสิ่งที่มันต้องการนั้นแน่นิ่งอยู่ในวงแขนของมู่ซูเอี๋ยน
ภาวะร่างกายที่ย่ำแย่ประกอบด้วยแรงเหวี่ยงในฉับพลันนั้นทำให้ซิงยิหมดสติไป ด้วยวรยุทธ
ทำให้กงเว่ยฟุและสหายชั่วคราวสามารถยืนหยัดอยู่บนพื้นผิวน้ำ กระบี่ในฝักงามถูกชักออกมา
เตรียมพร้อมโต้ตอบการโจมตีของสัตว์ร้าย
“ข้าจะรับมือถ่วงเวลาไว้ให้ รบกวนพี่ชายมู่ช่วยพานางไปยังที่ปลอดภัย ที่ชายฝั่งท่าเรือวารี
มีศิษย์อารามผดุงฟ้ารอรับการกลับไปของนางอยู่”
“เรื่องนั้นข้ารับปากจัดการให้ แต่การปล่อยให้เจ้ายืนหยัดเพียงลำพังทั้งที่ประสบเภทภัยร่วมกัน
ผู้คนจักเรียกข้าเป็น คนขี้ขลาด ข้า มู่ซูเอี๋ยน แม้ตายก็ไม่ยอมทิ้งความกล้า ชีวิตข้าจะไม่แปดเปื้อนด้วยคำว่ากลัว”
บุรุษผู้สักมังกรประกาศก้อง วาดมือข้างหนึ่งเขียนสัญลักษณ์ในอากาศ อัญเชิญกระเรียนพยนตร์
ตัวหนึ่งให้โฉบบินลงมาจากนภา มู่ซูเอี๋ยนคาดคะเน ก่อนเคลื่อนร่างออกห่างจากระยะการโจมตี
ของมังกร ก่อนโอบอุ้มร่างบางบรรทุกไว้บนหลังของกระเรียนยักษ์ ถือวิสาสะจุมพิตลงตรงกลางหน้าผากนั้น
“เจ้าต้องปลอดภัย แม่นางซิง ข้าถือเป็นคำมั่นสัญญา”
กระเรียนอัญเชิญรีบกระพือปีก ลิ่วหลีกขึ้นสู่ท้องฟ้า รวดเร็วและไกลห่างเกินกว่ามังกรสมุทรนั้นจะติดตามทัน
"ข้าเกิดมา..เพื่อหลงรักเจ้า”
กงเว่ยฟุเบือนหน้า พยายามสลัดความรู้สึกทิ่มแทงภายใน เฉกเดียวกันกับมังกรที่อาละวาด
อย่างดุร้าย เหยื่อที่มันหมายตาพลันหลุดรอดไปด้วยความช่วยเหลือของสองมนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้า
เวลานี้ ศิษย์จากสองสำนักต่างขั้วจำต้องร่วมมือกัน กงเว่ยฟุเป็นฝ่ายทานรับการโจมตีและ
ตอบกลับด้วยเพลงกระบี่อันเลิศล้ำ มู่ซูเอี๋ยนเป็นฝ่ายเข้ารุกประจัญด้วยการโจมตีระยะประชิด
อันหนักหน่วง
ทุกครั้งที่เหวี่ยงผันจักรฟาดฟันออกไป แม้คมโลหะนั้นจะเชือดเฉือนสัมผัสถูกสิ่งใดหรือไม่
มันก็จะหมุนวกกลับมาหาผู้ใช้เสมอ กงจักรจึ่งเป็นทั้งอาวุธทรงพลังและอันตราย เพราะมัน
สามารถปลิดชีพผู้ใดก็ได้ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของมันเอง
“ฮูมมมมมม!!”
มังกรส่งเสียงคำราม มู่ซูเอี๋ยนสามารถสร้างรอยแผลให้เกิดบนลำตัวอันปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งกล้า
ร่างนั้นโลดโผนโจนทะยานไปมา บางจังหวะก็ผันกายโจมตีด้วยเคล็ดวิชา ‘ผีเสื้อเริงร่า’
ทำให้เงาร่างนั้นดูคล้ายผีเสื้อสีทองที่กำลังบินล่อหลอกศัตรู เมื่อสัตว์ร้ายถูกยั่วยุจนเปิดช่องว่าง
ให้โจมตีได้เมื่อใด มือจักรสราญก็จะทุ่มเทพลังทั้งหมดเข้าปะทะด้วยเคล็ด ‘พันตู’
“ยิ้มหวานมาก น้ำตาเค็มมาก คำสัญญาที่มั่นคงของความรักจะเปลี่ยนแปลงในที่สุด ด้วย ‘สาบาน’ นี้
น้องชายหากมีวิชาดีก็จงรีบเผด็จศึกโดยไว ดูท่า ข้าคงกำราบมันไว้ไม่ได้นาน”
หลังจากทุ่มเทกำลังซัดโจมตีลงตรงกลางศีรษะมังกรใหญ่ ร่างของมู่ซูเอี๋ยนก็ถูกกงเล็บแหลมคม
ตะปบร่วงลงสู่ท้องนที กงเว่ยฟุได้รับมอบโอกาสอันกระชั้นสั้น การโจมตีสุดท้ายของมู่ซูเอี๋ยน
ส่งผลให้ร่างมหึมาโงนเงนไปมาคล้ายดั่งว่า มันกำลังมึนงงจนมิอาจควบคุมการเคลื่อนไหว
กระบี่เล่มบางกรีดตัดอากาศรอบกาย การต่อสู้เหนือน้ำยิ่งทำให้ศิษย์สำนักเมฆเขียวได้เปรียบ
ที่จะใช้กระบวนท่า ‘หิมะเริงร่ากลางนภา’ เมื่อตวัดข้อมือด้วยความรวดเร็วยิ่งเพื่อสร้างรังสีกระบี่
จำนวนมหาศาล แรงเสียดทานสามารถเปลี่ยนอุณหภูมิในอากาศจนเข้าใกล้จุดเยือกแข็ง
ทุกสรรพสิ่งในรัศมีล้วนถูกน้ำแข็งครอบงำ
ทะเลคลั่งถูกแปรเปลี่ยนเป็นทะเลน้ำแข็งชั่วคราว ร่างเขียวมรกตอันเต็มไปด้วยเกล็ดกล้าถูกตรึง
ให้นิ่งอยู่แต่มันยังไม่ยอมสยบ ดวงเนตรอันฉายโชนราวเปลวเพลิงเต้นเร่าเจิดจ้า จับจ้องมายัง
ร่างของกงเว่ยฟุดังคาดเดาออกว่า มนุษย์ตรงหน้ากำลังจะสร้างความเสียหายให้เกิดแก่มัน
คมกระบี่ส่องประกาย เมื่อบุรุษหยกเตรียมใช้กระบวนท่า ‘เซียนนอกปฐพี’ เพื่อยุติการต่อสู้ระหว่าง
มนุษย์และสัตว์ร้าย ทว่ามังกรสมุทรอ้าปากอันเต็มล้นด้วยเขี้ยวคม พ่นสายน้ำเกรี้ยวกราดออกมา
โต้ตอบ แรงดันน้ำจำนวนมหาศาลนั้นสามารถบดขยี้ร่างให้แหลกเหลวได้
กงเว่ยฟุทะยานร่างหลีกหลบโดยไว จ้าวมังกรอาศัยจังหวะนั้น ม้วนตัวพุ่งกลับคืนสู่ห้วงน้ำลึก
มหานทีป่วนปั่นอยู่ครู่ใหญ่ มือกระบี่หยกไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะติดตามไป จึ่งเหินกระบี่บิน
หมายค้นหาและช่วยเหลือผู้ยังรอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้
“ยินดีนัก พี่ชายมู่ ท่านยังไม่ตาย”
“มังกรเล่นงานข้าไม่ตาย แต่ข้าเกือบเข้าพบยมบาลด้วยเพลงกระบี่เจ้านั่นแล อูย~หนาวบาดกระดูกนัก”
ร่างคล้ำเข้มถูกค้นพบห่างออกไปไม่ไกล มู่ซูเอี๋ยนดูอิดโรย คล้ายมีอาการบอบช้ำภายใน
บุรุษผู้แกล้วกล้าเวลานี้ตะกายร่างหมดท่าเกาะแผ่นไม้เศษซากเรือเพื่อพยุงตัวขึ้นเหนือน้ำ
กงเว่ยฟุรู้สึกนับถือหัวใจนักสู้ของชายผู้นี้ยิ่งนัก
เมื่อกลับเข้าฝั่ง นักพรตชายสองผู้ก็ตรงเข้ามาหาคนทั้งสองทันที กงเว่ยฟุซึ่งช่วยประคอง
ร่างอ่อนล้าของมู่ซูเอี๋ยนอยู่ เลิกคิ้วเรียวขึ้นสูง เมื่อถูกจู่โจมด้วยคำถามชวนฉงน
“คุณชายกง ท่านกลับมาอย่างปลอดภัย ศิษย์พี่หญิงพวกข้าล่ะ มาด้วยกับท่านหรือไม่”
“แม่นางซิงถูกส่งกลับมาก่อนพวกข้า พวกท่านไม่เจอนางหรือ”
คำตอบถูกแทนที่ด้วยใบหน้าเหรอหราของสองนักพรตชายอารามผดุงฟ้า มู่ซูเอี๋ยนแค่นยิ้มออกมา
บอกกล่าวด้วยถ้อยคำที่มิสู้สร้างความสบายใจให้เกิดแก่คนทั้งหมด
“กระเรียนตัวนั้น ข้าเรียกมันออกมา แต่มิได้สั่งการให้มันพาแม่นางซิงไปยังที่ใด อย่าเพิ่งวิตกไป
มันเป็นสัตว์อัญเชิญประจำตระกูลข้า บางที มันอาจโบยบินกลับไปหาพี่ชายข้าก็เป็นได้”
“แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า เวลานี้ พี่ชายท่านอยู่แห่งหนใด”
กงเว่ยฟุถามอย่างร้อนรน และคำตอบของมู่ซูเอี๋ยนก็ทำให้มือกระบี่หยกนึกอยากซัดฝ่ามือใส่ใบหน้าอีกฝ่ายเหลือเกิน
“อันนี้แล ที่เป็นปัญหา เอาล่ะ ตอนนี้ พวกเราเป็นกังวลกันได้แล้ว”
...................................
ถึงตรงนี้แล้วต้องขอความกรุณาท่านพรตหญิง ซิงยิ ช่วยสานต่อเรื่องราวให้บริบูรณ์ด้วยข้าพเจ้าจะรอ...

โพสรูปภาพ

โพสรูปภาพ


#18 ZingYi

    Newbie

  • Members
  • Pip
  • 6 โพส:

โพสต์ 16 April 2010 - 12:38 AM

:CuteRabbit00019:

..ง่า.. งานเข้าเสียแล้วสิ ข้าพเจ้า


ท่านเจิ้งหลง อย่างไรก็ขอเวลาตั้งสติ รวบรวมสมาธิสักนิด
ข้าพเจ้าจะค่อยๆ เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ อาจไปได้ทีละน้อย
รบกวนท่านเดินหน้าต่อเป็นเพื่อนข้าพเจ้าแล้ว

Posted Image


"ขอบคุณ กระบี่ไร้รัก เจิ้งหลง สหายผู้ทำให้เรื่องราวเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกคราหนึ่ง"

#19 ZingYi

    Newbie

  • Members
  • Pip
  • 6 โพส:

โพสต์ 16 April 2010 - 12:52 AM

ดวงตะวันยามชิงพลบ ทอแสงสีส้มสุกฉายฉานไปทั่วท้องนภา ยามสนธยา แม้นเหล่านกกา
ก็พากันกลับคืนสู่รัง สิ่งมีชีวิตยามทิวาเริ่มถวิลหาการพักผ่อน

กระนั้น เม็ดทรายก็ยังเคลื่อนไหวอย่างไม่มีวันเหนื่อยหน่ายหรือหยุดพัก ลมทะเลทรายพัดอ้าว
เปลี่ยนแปลงเส้นทางอยู่ตลอดเวลา หากไม่มีการเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดจากค่ายกลธรรมชาติ
อันโหดร้าย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็อาจกลายเป็นเหมือนเศษซากโครงกระดูกแห้งตายที่มีกระจัด
กระจายไปทั่วแดนดงดิบนี้

บุรุษหนึ่งในชุดปกคลุมมิดชิดดูคล้ายเป็นพรานล่าสัตว์ของสำนักเจ้าวิญญาณ ก้าวย่างอย่างเข้มแข็ง
ลากรถเข็นบรรทุกกรงขังสัตว์ด้วยพละกำลังตนแต่เพียงผู้เดียว โลหิตซึ่งหลั่งเป็นทางตามรอยล้อ
ล้วนมาจากซากไร้วิญญาณของอสูรเขี้ยวดาบหลายตนในกรงนั้น

นกอินทรีย์ตัวใหญ่ซึ่งบินวนอยู่เบื้องสูง เหนือศีรษะของชายผู้นั้นกรีดเสียงแหลม เมื่อสายตา
อันแหลมคมของมันจับการเคลื่อนไหวของบางสิ่งที่กำลังจะพุ่งผ่านไปด้วยความเร็วสูง

เกาทัณฑ์ในมือชายผู้นั้นรั้งสายง้างสุดวิถีเหนี่ยว ก่อนปลดปล่อยลูกธนูเล็งไปสู่ร่างกระเรียนขาวงาม
ที่กำลังสยายปีกอยู่บนท้องฟ้า หากเป็นสัตว์ปีกธรรมดาคงถูกคันศรนั้นปลิดชีพสังหาร ทว่ากระเรียน
ระแวงภัยตัวนี้กลับหลบรอดอันตรายพ้นในเสี้ยววินาที การจู่โจมในฉับพลันทำให้มันเสียหลัก ยังผล
ให้สิ่งซึ่งบรรทุกแบกไว้พลัดร่วงหล่นลงมา

บางที อาจเป็นคราวเคราะห์ของผู้หญิงแซ่ซิงที่ต้องถึงคราตาย ถ้าแขนอันแข็งแรงคู่นั้นจะไม่ยื่นออกมา
รองรับนางเอาไว้ นัยน์ตาสีเหล็กภายใต้หน้ากากป้องกันทราย กวาดไล้มองสำรวจร่างอันไม่ได้สติในวงแขน
ก่อนแววตาดุดันนั้นจะอ่อนลง ราวกับไม่รู้ว่า ควรทำเยี่ยงไรดี

“..น้ำ น้ำ ข้าหิวน้ำ..”

คำร้องขอแผ่วเบาพึมพำออกมาจากลำคอและริมฝีปากอันแห้งผาก บุรุษผู้มีเรือนร่างสูงใหญ่เปลี่ยนจาก
โอบอุ้มมาเป็นแบกร่างสตรีแปลกหน้าไว้บนหลังของตน แขนของซิงยิพาดผ่านบ่ากว้าง ศีรษะของนาง
จึงซบแนบอยู่ข้างใบหน้าที่ปกปิดไว้อย่างมิดชิดของพรานทะเลทรายผู้นี้

“..น่ากลัวเหลือเกิน อาจารย์ท่านอยู่ที่ไหน ข้ากลัว..”

สตรีผดุงฟ้ายังคงเพ้อไม่ได้สติ ในขณะที่ ชายคนดังกล่าวออกแรงชักลากรถเข็นอันแสนหนัก อีกทั้งแบกหาม
ร่างงามเดินทางต่อเป็นระยะไกลโข กว่าที่คนแปลกหน้าต่อกันทั้งคู่จะมาถึงพื้นที่ซึ่งเรียกขานกันว่า ‘สระน้ำแข็งหยก’
อันเป็นแหล่งน้ำเพียงไม่กี่จุดของแดนทุรกันดารนี้

Posted Image


"ขอบคุณ กระบี่ไร้รัก เจิ้งหลง สหายผู้ทำให้เรื่องราวเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกคราหนึ่ง"

#20 น.ส.โหดร้ๅย กับ นๅย ทๅรุณ

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 937 โพส:

โพสต์ 16 April 2010 - 02:29 AM

รอติดตามชมผลงานต่อ เปนกำลังจัยให้คะ :CuteRabbit00005: :CuteRabbit00005:





1 ผู้ใช้(s) กำลังอ่านหัวข้อนี้

0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ไม่เปิดเผยตัว

Copyright © 2014 Cubinet Interactive (Thailand) Co.,Ltd